ที่มา ผู้จัดการ
เป็นระยะเวลายาวนาน บางคนร่วมทั้งชีวิตเลยก็ว่าได้ที่เข้าใจผิดคิดว่า "น้ำมันพืช" นั้นดีกว่า "น้ำมันหมู" ในทุกทาง อย่างที่เราๆ ท่านๆ เคยได้ยินได้ฟังสารพัด "คุณประโยชน์" โดยไร้พิษภัยต่อสุขภาพของน้ำมันพืชไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน (polyunsaturated vegetable oil) ที่ผ่านกรรมวิธี อย่างเช่น น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันเมล็ดทานตะวัน น้ำมันข้าวโพด น้ำมันมะกอก น้ำมันงา เป็นต้น
     
       และ "น้ำมันหมู" คือภัยร้ายมหันต์! เนื่องจากมีกรดไขมันไม่อิ่มตัวและคอเลสเตอรอลสูง นั่นคือสิ่งที่ถูกบอกกล่าวมาแล้วซ้ำๆ
     
       แต่กระนั้น ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาของการนิยมเลือกใช้น้ำมันพืช กลับส่งผลให้เกิดโรคต่างๆ เพิ่มขึ้นมากมาย อาทิ โรคเบาหวาน คอเลสเตอรอล ไตรกลีเซอไรด์ โรคหัวใจ ความดัน ฯลฯ นั่นคือคำถามที่น่าคิดต่อ ว่าแท้จริงแล้วเป็นอย่างไร


        วันนี้ เราจึงหยิบเอาคุณประโยชน์ข้อดีของ "น้ำมันหมู" มาเสนอเป็นทางเลือก ผ่านถ้อยคำของนายแพทย์วีระชัย สิทธิปิยะสกุล ผู้อำนวยการศูนย์อนามัยที่ 9 พิษณุโลก ที่ได้แชร์ประสบการณ์ของตัวเองไว้และมีการแชร์ต่อๆ กันไปในโลกออนไลน์
     
       "ผมคิดว่าคนไทยส่วนใหญ่ในยุคนั้น คงเหมือนกับครอบครัวของผม ที่ได้เห็น ได้ยิน ได้ฟัง และเชื่อตามโฆษณาที่มีการยิงโฆษณาถี่มากในสมัยนั้น เพื่อพยายามชักจูงให้ผู้คนหันมารับประทานนํ้ามันพืชแทนนํ้ามันหมู โดยการโฆษณาในสมัยนั้นจะใช้นํ้ามันพืชและนํ้ามันหมูแช่ใส่ตู้เย็นเปรียบเทียบ ทำให้เห็นว่านํ้ามันพืชไม่เป็นไข ส่วนนํ้ามันหมูจะเป็นไข
     
       "แล้วก็จะชักจูงต่อเนื่องด้วยวารสารทางการแพทย์ บทวิจัยทางการแพทย์ การออกสื่อต่างๆ โดยแพทย์และนักวิชาการที่น่าเชื่อถือ ทั้งที่ความจริงแล้วคนเหล่านั้นน่าจะไม่ได้วิจัยหรือทราบอะไรจริง แค่ทราบมาจากในสถาบันการเรียน จากตำราฝรั่ง จากการวิจัยหลอกลวงของฝรั่ง คือวงการแพทย์ของอเมริกาใช้การล่อลวงนี้เพื่อจะทำให้อุตสาหกรรมถั่วเหลืองของอเมริกาเติบโตขึ้น ซึ่งเรื่องนี้วงการแพทย์อเมริกาเพิ่งออกมายอมรับ ออกบทความว่า "ขอโทษที่หลอกลวงพลโลกให้หลงเชื่อเปลี่ยนมารับประทานนํ้ามันถั่วเหลืองมากว่า 60 ปี..."
     
       "ที่บ้านผมจึงเปลี่ยนกลับมาซื้อมันหมูมาเจียวเป็นนํ้ามันหมู เพื่อทำอาหารเมื่อ 5 ปี ที่ผ่านมา ก็สังเกตว่าคนในบ้านไม่เห็นมีใครเป็นอะไรมากมาย อาการโรคผิดปกติทางกายที่หลายคนเคยเป็น ก็ดูดีขึ้น จากการตรวจร่างกายเป็นระยะ การเจ็บป่วยที่มีเป็นบ้าง นานๆ ครั้งก็สามารถหายได้อย่างรวดเร็ว"
     
       ซึ่งสาเหตุที่ทำให้ผลออกมาเป็นเช่นเนื่องจาก "น้ำมันหมู" เหมาะที่จะใช้กับมนุษย์ เนื่องจากอวัยวะในร่างกายหลายๆ อย่างมีส่วนคล้ายคลึงกัน และในวงการแพทย์ยังมีความพยายามที่จะเปลี่ยนถ่ายอวัยวะภายในของหมูกับคนอีกด้วย
     
       "การเจียวนํ้ามันหมู ก็ใช้วิธีแบบบ้านๆ ไม่ต้องใช้สารเคมี ไม่ต้องผ่านขบวนการอุตสาหกรรม คืออีกเหตุผลหนึ่งที่ผมหันมาใช้นํ้ามันหมู และก็รวมถึงรับประทานของทอดน้อยลงด้วย เพราะเมื่อใช้น้ำมันหมูแล้วทำให้ใช้น้ำมันน้อยลง ข้อสังเกตอย่างเวลาที่เราทำกับข้าว การใช้นํ้ามันหมูจะใช้น้อยกว่านํ้ามันพืชครึ่งหนึ่ง แต่ก็ทำให้กับข้าวดูน่าทานมากกว่าและนํ้ามันหมูทำกับข้าวก็หอม อร่อย กว่าทำกับข้าวจากนํ้ามันพืชมากด้วย"




        นายแพทย์ วีระชัย ยังบอกเสริมว่า เพราะน้ำมันพืชนั้นไม่เหมาะกับสภาวะความร้อนในร่างกายและการสกัดน้ำมันพืชยังต้องใช้ความร้อนสูงมาก ใช้สารเคมีหลายขั้นตอน อีกทั้งขณะที่เราใช้น้ำมันพืช หลายสิบปี จะสังเกตได้ว่า "ห้องครัว" สกปรกมาก
     
       "ท่านลองนำนํ้ามันพืชและนํ้ามันหมู ใส่แก้วสักแก้วละ 1 ช้อนโต๊ะ แล้วนำไปตากแดดอาทิตย์หนึ่ง ผมว่าท่านน่าจะเห็นแล้วความแตกต่าง
     
       "นอกจากนี้ ก็ลองล้างเตาแก๊ซ ล้างพัดลมดูดอากาศ จะพบว่ามีคราบสีดำ แข็ง เหนียวหนืด ล้างไม่ออกง่ายๆ ต้องใช้การขูด ขัดอย่างรุนแรงร่วมกับการใช้นํ้ายากัดถึงจะออก แต่เมื่อเปลี่ยนมาใช้นํ้ามันหมู ทำให้ห้องครัวสะอาดมากขึ้น ทำความสะอาดได้ง่ายขึ้น มีละอองไขมันไปเกาะข้างฝาและหลอดไฟน้อย"
     
       "คือผู้ป่วยหลายๆ รายที่มีอาการเจ็บป่วย รักษาเท่าไหร่ก็ไม่หาย แพทย์ทางเลือกและแพทย์แผนโบราณทั้งจีนหรือไทย แนะนำให้ผู้ป่วยเปลี่ยน อาการป่วยก็ทุเลาหายได้ เพราะเหตุใด.. ผมก็ไม่กล้าจะกล่าวว่า แพทย์แผนปัจจุบันหลายท่าน ที่มีประสบการณ์การรักษาโรคมายาวนานและศึกษาองค์ความรู้รอบตัวมากขึ้น เริ่มแนะนำให้ผู้ป่วยบางเคส ที่รักษาไม่หาย เป็นซํ้าๆ ซากๆ ให้หันมารับประทานนํ้ามันหมูแทนนํ้ามันพืช"


        "แต่การทานก็ควรทานในปริมาณที่เหมาะสมพอเพียงต่อความต้องการของร่างกายเท่านั้น เพราะไขมันเป็นสิ่งจำเป็นต่อร่างกาย ขาดไม่ได้ และการรับประทานอาหารก็ไม่ใช่ว่าจะรับประทานแค่อาหารผัด อาหารทอด เราควรรับประทานอาหารอย่างอื่นร่วมด้วยหรือสลับกันไปด้วย เช่น ต้ม ยำ นึ่ง แกง ย่าง หรือการทานสดๆ
     
       "เพราะไขมันในอาหารที่เข้าสู่ร่างกาย เราไม่ใช่แค่ได้รับจากการใช้นํ้ามันในการทำอาหารเท่านั้น แต่เรายังได้รับไขมันจากตัวอาหารนั้นๆ อีกด้วย เช่น นํ้ามันในเนื้อ หมู กุ้ง ปู ปลา ไก่ และธัญพืชเมล็ดแห้งชนิดต่างๆ"
     
       ท้ายที่สุด ก็ใช่ว่าต้องใช้แต่ "น้ำมันหมู" เท่านั้นในการประกอบอาหารรับประทาน แต่ก็ควรจะเรียนรู้วิธีการใช้ที่เหมาะสม นอกจากตามประเภทการใช้งานแต่ละอย่างก็ควรใช้ น้ำมันอื่นๆ ร่วมด้วย
     
       "นํ้ามันพืช ปัจจุบันนี้ที่บ้านผมก็มีใช้ทำอาหารอยู่บ้างเป็นบางครั้ง ส่วนใหญ่จะใช้ทำสลัดผัก และ ใช้เป็นส่วนหนึ่งในการหมักหมูนํ้ามันงาเวลาจะย่างหมูแดง นอกจากนั้นผมจะใช้นํ้ามันพืชมากในช่วงเทศกาลถือศีลกินเจและทุกวันพระจีน เพราะผมจะทานเจเดือนละ 2 วัน ก็ต้องใช้นํ้ามันพืชเช่นกันครับ
     
       "แต่นํ้ามันพืชที่ผมใช้ ผมก็จะเลือกใช้นํ้ามันพืช "สกัดเย็น" เท่านั้น เช่น นํ้ามันงา นํ้ามันรำข้าว นํ้ามันมะกอก นํ้ามันมะพร้าว สลับกันไปครับ"
ดูไบ 31 มี.ค.-ไปดูไอศกรีมที่แพงที่สุดในโลกที่นครดูไบ ถ้วยละกว่า 800 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 26,000 บาทเท่านั้นเอง

ที่นครดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ มีร้านไอศกรีมอยู่ร้านหนึ่ง ชื่อว่า สคูปปี้ คาเฟ่ เมนูที่กำลังเป็นที่พูดถึงของร้านนี้ก็คือ ไอศกรีม Black Diamond ที่มีการตกแต่งด้วยทองคำ สนนราคาอยู่ที่ถ้วยละ 817 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 26,600 บาท จนหลายต่อหลายคนเชื่อกันว่ามันเป็นไอศกรีมที่มีราคาแพงที่สุดในโลก


สำหรับส่วนประกอบที่นำมาทำไอศกรีม ประกอบด้วยเห็ดทรัฟเฟิลดำจากอิตาลี หญ้าฝรั่นจากอิหร่าน และทองคำ 23 กะรัตที่สามารถบริโภคได้ ส่วนการเสริฟไอศกรีม Black Diamond จะเสริฟมาในถ้วยกระเบื้องเคลือบสไตล์จีนของเวอร์ซาเช่

ด้านนายซูบิน โดชี นักธุรกิจชาวอินเดียเจ้าของร้าน บอกว่า ราคา 817 ดอลลาร์สหรัฐ ต้องถือว่าถูกต้องแล้วเมื่อเทียบกับวัตถุดิบที่นำมาผลิตเป็นไอศกรีม Black Diamond เพราะมีทั้งเห็ดทรัฟเฟิลดำ หญ้าฝรั่น และทองคำ ล้วนแล้วแต่เป็นของที่มีราคาแพงทั้งสิ้น ส่วนใครที่สั่งไอศกรีมมาทานจะได้ถ้วยเวอร์ซาเช่และช้อนไอศกรีมกลับบ้านเป็นที่ระลึก.-สำนักข่าวไทย
ช่วงหน้าร้อน ช่วงสงกรานต์นี้ หลายๆท่านไปเที่ยวต่างจังหวัด หรือได้กลับไปบ้านนอกของเราเอง ได้ไปพบญาติเพื่อนฝูง บางทีก็มีอาหารเมนูพื้นบ้านที่เน้นดิบๆโหดๆหน่อยให้ต้องทานกันเพื่อจะไม่ได้เสียน้ำใจ นานๆเจอกันที

แตช่วงร้อนๆแบบนี้ต้องระวังให้มากเชื้อโรคมันเติบโตได้ดี ทานไม่ดูตาม้าตาเรือมีเจ็บป่วยหนักหรืออาจถึงเสียชีวิต ลองมาดูกันว่ามีเมนูอะไรบ้างที่ต้องระวัง

10. ลาบก้อยดิบ

เป็นอาหารอีสานที่เรียกได้ว่าต้องคนอีสานแท้เท่านั้นถึงจะกล้ากิน เพราะมันไม่ได้ต่างอะไรกับการกินเนื้อดิบสักเท่าไหร่ ซึ่งก็เสี่ยงอย่างมากกับการเกิดพยาธิ และแน่นอนว่าในหน้าร้อนพยาธิเกิดได้มากกว่าหน้าอื่นๆ เยอะ ดังนั้นนอกจากจะมีพยาธิเข้าตัวแล้ว ยังอาจจะท้องเสียรุนแรงได้

ขอบคุณภาพจาก http://www.siamfishing.com/content/view.php?nid=154330&cat=recipe

9. ขนมจีน

นอกจากควรจะเลิกกินขนมจีนกับต้มตำแล้ว กินขนมจีนกับน้ำยาต่างๆ ก็ถือเป็นอาหารที่เสี่ยงจะทำให้ท้องร่วงได้ เพราะมันคืออาหารหมัก ที่ถึงแม้จะได้คุณภาพก็ตาม แต่อากาศร้อนๆ ก็ช่วยให้เชื้อโรคทำหน้าที่ของมันได้ดีมากกว่าช่วงอื่นๆ ดังนั้นช่วงหน้าร้อนก็ลองหันมากินข้าวแทนละกัน

8. กุ้งเต้น

เนื่องจากอาหารชนิดนี้ไม่ได้ผ่านการทำให้ร้อน จึงเป็นไปได้ว่าแมลงวัน หรือเชื้อโรคต่างๆ เนี่ยยังคงอยู่ตอนที่คุณกินมันเข้าไป และมีความเป็นไปได้สูงมากที่เชื้อโรคเหล่านี้จะเข้าไปทำปฏิกิริยากับท้องไส้ของคุณ บางคนถึงกับต้องเข้าโรงพยาบาลเพราะเจ้าเมนูนี้มาแล้ว


7. สลัดผัด

งานนี้สาวๆ ทั้งหลายที่กำลังไดเอทคงต้องเลี่ยงไปกินอาหารอย่างอื่นแทนสลัดสักพักนะคะ โดยเฉพาะสลัดที่ทำสำเร็จออกมาวางขายเป็นกล่องๆ ตามข้างทางเนี่ยตัวดีเลย เพราะเนื่องจากมันเป็นอาหารที่ไม่ได้ผ่านความร้อนก่อน และยังถูกอัดรวมกันไว้ในกล่อง พอเจอกับอากาศร้อนๆ ของบ้านเรา ก็กลายเป็นแหล่งเพาะเชื้อโรคอย่างดีทีเดียว


6. ก้อยปลาดิบ

มาถึงอีกหนึ่งเมนู ที่ชาวอีสานเค้าชอบทานกันนัก กับพวกของดิบๆ สดๆ อย่างก้อยปลาดิบ ที่นอกจากจะเสี่ยงต่อการท้องเสียอย่างรุนแรงแล้ว ยังเสี่ยงต่อการมีพยาธิเข้าไปในร่างกายอีกด้วย แต่ถ้าทนไม่ไหวอยากกินจริงๆ ก็แนะนำให้ทำให้มันสุกก่อน ด้วยการไปผ่านความร้อน เพื่อฆ่าเชื้อโรคและพยาธินั่นเอง


5. ข้าวผัดปูโรยเนื้อปู

เรียกได้ว่าเป็นเมนูอาหารยอดฮิตเลยก็ว่าได้ โดยเฉพาะในร้านอาหารทะเล ซึ่งแทบจะทุกโต๊ะต้องมีคนสั่งเมนูนี้ ซึ่งส่วนมากก็จะเป็นการผัดปูรวมกับข้าวไปเลย แต่ก็มีบางร้านที่ได้โรยปูไว้ด้านบน ซึ่งการโรยปูไว้ด้านบนเนี่ยอันตรายต่อท้องของทุกท่านมาก เพราะส่วนใหญ่แล้วปูพวกนี้จะถูกทำให้สุกไว้ก่อน แล้วค่อยมาโรยไว้ซึ่งอาจจะก่อให้เกิดเชื้อโรคได้ง่าย


4. อาหาร หรือขนมที่มีกะทิเป็นส่วนผสม

ก็น่าจะรู้กันดีว่าเจ้ากะทิเนี่ย บูดง่ายซะเหลือเกิน ขนาดไม่ใช่หน้าร้อน ทิ้งไว้วันเดียวก็กินไม่ได้แล้ว เลยอยากให้ทุกคนระวังการกินอาหารหรือขนมพวกนี้เอาไว้ให้ดี เพราะบางทีมันอาจจะไม่ได้บูดถึงขั้นมีกลิ่น หรือรสชาติเปลี่ยน แต่มันก็สามารถไปทำให้ท้องไส้ของคุณเนี่ยทำงานหนัก จนต้องเข้าโรงพยาบาลเลยก็ได้


3. ยำหอยแครง

ไอ้พวกยำๆ ทั้งหลายนี่แหละค่ะ ตัวดี ไม่เฉพาะแต่ยำหอยแครงเท่านั้น แต่การทำนำเอาอาหารที่ทำสำเร็จแล้วมาคลุกๆ ให้เข้ากัน ก็เป็นอะไรที่อันตราย เพราะมันไม่มีความร้อนมาเป็นตัวฆ่าเชื้อ ลองคิดดูสิคะ ว่าเจ้าของร้านลวกหอยแครงไว้กี่ชั่วโมงแล้ว แล้วเวลาขนาดนั้นเชื้อโรคทั้งหลายจะเติบโตในหอยแครงได้ดีเท่าไหร่?!


2. ส้มตำ

ส้มตำเนี่ยต่อให้ไม่ใช่หน้าร้อน แต่หลายต่อหลายคนกินเข้าไปก็ยังเกิดอาการท้องเสีย ซึ่งเรื่องของวัตถุดิบก็มีส่วน โดยเฉพาะพวกปลาร้า หรือแม้กระทั่งเส้นมะละกอเองก็ด้วย เพราะวัตถุดิบพวกนี้ไม่ได้ผ่านความร้อนมา และไม่รู้ว่ามีแมลงวันกี่ตัวต่อกี่ตัวมาบินอยู่แถวๆ นั้น ฉะนั้นเรื่องของความสะอาดก็สำคัญมากนะคะ


1. น้ำแข็ง

เป็นอะไรที่ขาดไม่ได้เลยสำหรับอากาศร้อนๆ ของบ้านเรา แต่หารู้ไม่ว่าน้ำแข็งตามร้านอาหาร หรือร้านข้างทาง ไม่ได้สะอาดแบบที่เราคิด แถมยังเป็นแหล่งเพาะเชื้อโรคชั้นดี ที่ดีไม่ดีคุณอาจจะเคยงงว่าเราท้องเสียจากอะไร ในเมื่ออาหารที่กินก็ออกจะสะอาด ถูกหลักอนามัย คำตอบอยู่ในแก้วน้ำของคุณนั่นแหละค่ะ!!

ที่มา : ToptenThailand
ไก่ต้มน้ำปลา เป็นเมนูไก่ที่หลายคนชอบ มีร้านอาหารทั้งร้านใหญ่ร้านเล้กข้างทางทำขายกันอย่างเป็นล้ำเป็นสัน แต่น้อยคนนักที่จะยอมเปิดเผยสูตรเด็ดที่เป็นเรื่องเฉพาะสูตรของใครของมันให้คนอื่นรู้ เพราะมันเป็นเรื่องสำคัญในการทำมาหากิน

วันนี้อาหารหรรษา จะเสนอสูตรเด็ดทำไก่ต้มน้ำปลา พร้อมสูตรสำคัญการทำน้ำจิ้มโบราณมาฝากเพื่อนๆทุกท่านให้ได้ลองทำกินทำขายกันเลยฟรีๆ


เครื่องปรุงที่ต้องเตรียม

ไก่สด 1 ตัว (หรือไก่ส่วนต่าง ๆ ตามชอบ)
รากผักชีทุบ 2 ราก
ข่าหั่นแว่น 3 แว่น
ตะไคร้ทุบ 2 ต้น
ใบมะกรูด 3 ใบ
น้ำตาลปี๊บ 1 ช้อนโต๊ะ
น้ำปลา 1 ถ้วย
ซอสปรุงรส 1 ถ้วย
ซีอิ๊วดำ 1 ช้อนโต๊ะ
น้ำสำหรับต้ม

วิธีทำ
1. ล้างไก่ให้สะอาด เตรียมไว้
2. ใส่น้ำลงในหม้อ นำไก่ลงไปลวกจนหนังไก่ตึง ตักขึ้นสะเด็ดน้ำ เตรียมไว้
3. ใส่รากผักชี ข่า ตะไคร้ ใบมะกรูด และน้ำตาลปี๊บลงก้นหม้อ วางไก่ทับลงไป เติมน้ำปลา ซอสปรุงรส และซีอิ๊วดำ เทน้ำตามลงไปพอให้ท่วมตัวไก่ ปิดฝา ต้มด้วยไฟอ่อน นานประมาณ 30 นาที – 1 ชั่วโมง (ตามขนาดของไก่) จนสุกทั่ว ตักขึ้นสะเด็ดน้ำ ตัดเป็นชิ้นใส่จาน เสิร์ฟพร้อมน้ำจิ้มสูตรโบราณ

ส่วนผสม (น้ำจิ้มสูตรโบราณ)
พริกขี้หนู ปริมาณตามชอบ
กระเทียม 5 กลีบ
เกลือป่น สำหรับปรุงรส
น้ำส้มสายชู 1 ถ้วย
น้ำตาลปี๊บ 1 ช้อนชา

วิธีทำ
โขลกพริกขี้หนู กระเทียม และเกลือป่นพอหยาบ เติมน้ำส้มสายชู และน้ำตาลปี๊บลงไป คนผสมให้ละลายเข้ากัน ชิมรสตามชอบ ตักใส่ถ้วย เสิร์ฟพร้อมไก่ต้มน้ำปลา
ใครใคร่กินน้อยก็ใช้ไก่เป็นชิ้น ๆ ไม่ต้องสับให้ยุ่งยาก ส่วนใครใคร่เหมาทั้งตัวก็อร่อยไปกับไก่ต้มน้ำปลาสูตรนี้ได้ทั้งนั้น ทำง่าย อร่อยด้วย
ผมชอบเมนูอาหารที่ทำง่ายๆ ทำได้เองที่บ้าน หรือ คอนโด หรือหอพักสำหรับเด็กๆนักเรียนนักศึกษา คนทำงาน หรือแม่บ้านจะได้ทำทานเองง่ายๆครับ

ผมเลยได้รวบรวมสูตรอาหารแนวๆนี้ทั้งปลากระป๋อง ปลาทู และที่สำคัญไข่ สูตร์นี้ไปเห็นมาจากคุณ amnicha แห่ง bloggang แล้วลองทำทาน อร่อยน่าประทับใจมาก
amnicha.bloggang.com

เลยไม่พลาดที่จะเก็บมาแนะนำให้เพื่อนๆได้ทำทานกัน สำหรับคนชอบไข่ ห้ามพลาดด้วยประการทั้งปวง อร่อย มีประโยชน์ ทำง่าย รวดเร็ว หิวปุ้บ ทำแป้บเดียวเอง

ไปดูสูตร ของคุณ amnicha ได้ที่นี่เลยคร้าบ
สูตร ยำไข่ต้มของคุณ amnucha
ไข่แดงของไข่ไก่ที่มีสีเข้มค่อนไปทางสีส้มนั้น เป็นไข่จากไก่ที่ถูกเลี้ยงมาอย่างดี เลี้ยงโดยอิสระและอยู่ใกล้เคียงกับธรรมชาติมากที่สุด ถูกเลี้ยงอย่างอิสระ และอาหารการกิน เสมือนคุนแม่ที่ตั้งท้องแล้วกินอาหารที่มีประโยชน์เข้าเพื่อบำรุงลูกในครรภ์ ไก่ก็เหมือนกัน ไข่ก็ต้องการสารอาหารที่ดี เมื่อไก่ถูกเลี้ยงอย่างดีก็ส่งประโยชน์ไปถึงไข่ด้วย ไข่แดงที่สีเข้มนั้นก็แปลว่ามีสารอาหารที่ดีกว่านั้นเอง จาก Dr. Hilary Shallo Thesmar  ผู้อำนวยการโครงการความปลอดภัยด้านอาหารสำหรับศูนย์โภชนาการไข่

ส่วนไข่แดงที่มีสีเหลืองอ่อนนั้นเนื่องมาจากไก่ที่ถูกเลี้ยงในกรงที่แออัด ไม่เจอแสงแดดแสงตะวันซึ่งผิดธรรมชาติจากที่มันควรจะเป็นนั้นเอง ที่นี้ก็พิสูจน์กันเองด้วยสายตาได้แล้วว่าไข่ใบไหนมอบประโยชน์ให้แก่เราได้บ้าง


เป็นข่าวเกรียวกราวไปทั่วเน็ตทางเราก็เคยเอามาลงหลังจากเกิดเหตุการณ์ชายชาวจีนมีหน้าอกโตเหมือนของผู้หญิง และเขาตอบแพทย์ว่าชอบดื่มนมถั่วเหลืองมาก เป็นเหตุให้มีกระแสข่าวว่า นมถั่วเหลืองช่วยให้หน้าอกโตเนื่องจากมีฮอร์โมนสาว เรื่องนี้ทางแพทย์ไทยเราออกมาไขความกระจ่างดังนี้

พญ.เมริษา มงคล อายุรแพทย์ จากเมริษาคลินิก ให้ความเห็นว่า แม้น้ำนมถั่วเหลืองจะมีสารที่ออกฤทธิ์คล้ายฮอร์โมนเอสโตรเจน แต่อ่อนกว่ามากจะช่วยเพิ่มมวลกระดูกให้หนาแน่นขึ้น โดยลดการละลายแคลเซียมออกจากกระดูก และช่วยลดอาการวัยทองในสตรีสูงอายุด้วย ยังไม่มีรายงานแพทย์แห่งใดยืนยันว่าดื่มนมถั่วเหลืองมากจะทำให้หน้าอกใหญ่ กรณีที่เกิดขึ้นจะพบได้น้อยรายมาก
การต้มไข่ ถือเป็นอาหารที่ว่ากันว่าทำง่ายสุดๆ แต่ที่จริงแล้วไม่ง่ายแบบนั้นซะทีเดียว เคยเจอปัญหาแบบนี้ไหม บางทีไข่สุกเกินไปหรือไข่เละเกินไปไม่สุกทานไม่อร่อย

บางทีไปทานที่ร้านอาหาร เห็นไข่ต้มยางมะตูมของเขาทำออกมาน่าทานอร่อยมากเลยอยากลองทำเองแต่ดันไม่สวยเหมือนเขา สุกจนแข็งบ้าง เละไปบ้าง วันนี้เรามีสูตรการต้มไข่ แบบว่าต้มกี่นาทีถึงจะได้ไข่แบบต่างๆมาฝากครับ

เวลาที่ใช้ต้มไข่ เป็นตัวแปะที่สำคัญที่สุดกำหนดระดับความสุกของไข่เลยดังนี้ !

4 นาที = ไข่แดงยางมะตูม
6 นาที = ไข่ต้มสุก ไข่แดงเป็นสีส้มเกือบสุก
8 นาที = ไข่ต้มสุกทั้งใบ ไข่แดงสุกแต่ยังเป็นสีส้ม
10 นาที = ไข่ต้มสุกมากทั้งใบ ไข่แดงสุกมากเป็นสีส้มอ่อน
* ไข่แดงมีอุณหภูมิต่ำกว่าไข่ขาว ดังนั้นไข่ขาวจะสุกเร็วกว่า
** ความสุกของไข่ขึ้นอยู่กับขนาดและอุณหภูมิของไข่ด้วย

 เมื่อวันที่ 26 มี.ค. ที่ศูนย์ประชุมสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ เครือข่ายเตือนภัยสารเคมีกำจัดศัตรูพืช มูลนิธิชีววิถี (BIOTHAI) และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ ได้จัดประชุมวิชาการสารเคมีกำจัดศัตรูพืชประจำปี 2558 โดย น.ส.ปรกชล อู๋ทรัพย์ ผู้ประสานงานเครือข่ายฯ ได้เปิดเผยผลการเฝ้าระวังสารเคมีกำจัดศัตรูพืชตกค้างในผัก ว่า ได้เก็บตัวอย่างผักผลไม้ที่คนไทยนิยมบริโภคมากที่สุด 10 ชนิดประกอบไปด้วยคะน้า ผักกาดขาว กะหล่ำปลี แตงกวา ถั่วฝักยาว มะเขือเปราะ พริกแดง กะเพรา กวางตุ้ง และผักบุ้งจีน

โดยเก็บตัวอย่างผักจากโมเดิร์นเทรด ซึ่งประกอบไปด้วยห้างเทสโก บิ๊กซี แมคโคร และผักที่มีตราเครื่องหมาย Q รับรอง และจากตลาดสดจำนวน 4 แห่ง ได้แก่ตลาดไท ปากคลองตลาด สี่มุมเมือง และตลาดบางใหญ่ ปรากฏว่าพบโดยภาพรวมมีผักที่มีสารเคมีตกค้างเกินมาตรฐาน (ค่าเอ็มอาร์แอล) ของกระทรวงสาธารณสุขสูงถึง 25%

น.ส.ปรกชล กล่าวว่า จากการตรวจสอบพบว่า ผักที่พบการปนเปื้อนมากที่สุดคือกะเพรา พบว่าสารพิษเกินมาตรฐานถึง 62.5% ถั่วฝักยาวและคะน้าพบ 32.5% ผักบุ้งจีน กวางตุ้ง และมะเขือเปราะพบตกค้าง 25% แตงกวา และพริกแดงพบค่อนข้างน้อยคือ 12.5% ส่วนผักกาดขาวปลี และกะหล่ำปลีไม่พบการตกค้างเลย

ทั้งนี้ แม้จะพบการปนเปื้อนในระดับสูง แต่ผลการตรวจในปีนี้ ถือว่าน้อยกว่าในปี 2557 ที่ผ่านมา โดยในปีที่ผ่านมา มีการตรวจพบการปนเปื้อนในผักเกินมาตรฐาน ในห้างโมเดิร์นเทรดและผักที่ได้ตรามาตรฐาน Q สูงถึง 53.33% โดยในปีนี้พบการตกค้างเกินมาตรฐานเพียง 20% ในขณะที่ตลาดสดกลับพบว่า มีสารพิษตกค้างเกินมาตรฐานเฉลี่ย 30%โดยตลาดบางใหญ่พบตัวอย่างผักที่มีสารพิษตกค้างเกินมาตรฐานถึง 40% ในขณะที่ผักที่ปากคลองตลาดมีสารตกค้างเฉลี่ย 20% เท่าๆกับโมเดิร์นเทรด

อ่านเพิ่มเติมที่นี้ 
เหตุการณ์ แชร์กระฉ่อนเน็ต เมื่อมีการโพสภาพพร้อมข้อความจาก natjang2003  ทวิตเตอร์ออกมาตามรูปภาพ 

เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อคุณ pimpattrapim  ได้ไปทานอาหารที่ร้านดังแห่งนี้ แต่คุณยายอายุ 70 กว่าๆ ดันเสริฟอาหารผิดโต๊ะ เจ้าของร้านโมโห ด่าตามคำอ้างของคุณ pimpattrapim  ตามรูปครับ 

ถ้าเกิดขึ้นจริงก็ถือว่าหดหู่มากๆ จะตักเตือนอะไรกันน่าจะพูดตักเตือนดีๆ ไม่น่าทำต่อหน้าลูกค้าด้วย เพราะคนเปิดร้าน ถ้าทำแบบนี้ลูกค้าคงเสียความรู้สึก


คลิกที่รูปเพื่อดูภาพใหญ่
สำหรับ 3-4 ที่

1. หมูจากแกงฮังเล หรือ เนื้อหมูสามชั้น (หั่นเป็นชิ้น) 200 กรัม
2. วุ้นเส้น (แช่ให้พอนุ่ม ตัดเป็นท่อน) 100 กรัม
3. หน่อไม้ดอง (หั่น) 1/2 ถ้วย
4. ถั่วฝักยาว (หั่นเป็นท่อน) 1/2 ถ้วย
5. มะเขือพวง 1/4 ถ้วย
6. มะเขือเปราะ (ผ่าสี่ส่วน) 1/4 ถ้วย
7. ตำลึง (เด็ดใบ) 1/2 ถ้วย
8. ใบมะกรูด 5 ใบ
9. พริกขี้หนู 5 เม็ด
10. ต้นหอม (ซอย) 1 ช้อนโต๊ะ
11. ผักชี (ซอย) 1 ช้อนโต๊ะ
12. น้ำมันพืช 2 ช้อนโต๊ะ
13. กะทิ 2 ช้อนโต๊ะ
14. ผงฮังเล 1/2 ช้อนชา

เครื่องแกง

15. พริกแห้ง 5 เม็ด
16. พริกขี้หนูแห้ง 3 เม็ด
17. หอมแดง 3 หัว
18. กระเทียม 10 กลีบ
19. ตะไคร้ (ซอย) 2 ช้อนโต๊ะ
20. ข่า (ซอย) 1/2 ช้อนโต๊ะ
21. กะปิ 1 ช้อนชา
22. เกลือ 1 ช้อนชา

วิธีทำแกงโฮ๊ะ

1. โขลกเครื่องแกงรวมกันให้ละเอียด นำเครื่องแกงไปผัดกับน้ำมัน จนมีกลิ่นหอม
2. ใส่หมูสามชั้นผัดให้เข้ากัน ใส่ถั่วฝักยาว มะเขือพวง มะเขือกเปราะ พริกขี้หนู ตามด้วยหน่อไม้ แล้วผัดให้เข้ากัน เติมน้ำเล็กน้อย ใส่วุ้นเส้น ผัด ใส่ผงฮังเล ตำลึง ต้นหอม ผักชี ผัดให้เข้ากัน ใส่กะทิ ปรุงรสอีกได้ด้วยน้ำตาลและเกลือ เล็กน้อย ปิดไฟ

จาก foodtravel.tv
สูตรที่ 1 สูตรต้านมะเร็ง  (น้ำลูกแพร์ปั่น)

          สูตรนี้ง่ายแสนง่าย แบบเบสิคสุดๆ  แค่มี  Malee 100% น้ำลูกแพร์ ขนาดใดก็ได้แล้วแต่จำนวนคนดื่ม และ น้ำแข็ง จัดการเอาทั้งสองอย่างนี้เทใส่โถปั่นในอัตราที่เหมาะสม หรือจะหาเนื้อแอปเปิ้ลเขียว หรือเนื้อลูกแพร์ ปั่นเพิ่มเข้าไปด้วยก็ได้นะ แค่นี้ก็ได้น้ำลูกแพร์ปั่น ที่หอมกลิ่นลูกแพร์ เย็นชื่นใจแล้ว ดื่มแล้วยังได้สารโพลีฟีนอล ที่ช่วยยับยั้งและต่อต้านสารก่อมะเร็งได้ดีอีกด้วย

 สูตรที่ 2 สูตรเพิ่มวิตามิน C +++  (น้ำลูกแพร์+มะนาว)

          สูตรนี้เพิ่มเติมจากสูตรแรกมานิดหน่อย เอาใจคนชอบรสเปรี้ยวจี๊ดจ๊าด เรียกความสดใสซาบซ่ากันซะหน่อย แถมได้วิตามิน C สูง อีกด้วย ส่วนผสมนอกจากพระเอกอย่าง Malee 100% น้ำลูกแพร์ แล้ว ยังต้องมี น้ำแข็ง และมะนาว 1 ลูก ชอบเปรี้ยวมากหน่อย ก็ใช้ 2 ลูกได้เลยนะไม่ว่ากัน วิธีทำก็ลงมือทำได้ง่ายๆเหมือนสูตรแรกเลย แต่เมื่อปั่นเสร็จแล้ว เพิ่มน้ำมะนาวลงไป ให้ได้รสเปรี้ยวตามใจชอบเลยจ้า สำหรับคนที่ชอบเป็นหวัดบ่อย ๆ ดื่มเมนูสูตรนี้แล้วรับรองเพิ่มภูมิต้านทานให้แก่ร่างกายได้เยอะ บอกลาโรคหวัดไปได้เลย

 สูตรที่ 3 สูตรเพิ่มความ Bright ให้กับผิว (น้ำลูกแพร์+กีวี่+มะนาว )

          สูตรนี้เอาใจคนที่ไม่ค่อยชอบกลิ่นลูกแพร์มากนัก แต่ยังอยากได้รับประโยชน์จากลูกแพร์อยู่ สูตรนี้เพิ่มเติมจากสูตรที่ 2 สิ่งที่ต้องเตรียมคือ Malee 100% น้ำลูกแพร์ กีวี่ 1 ลูก มะนาว 1 ผลและน้ำแข็ง เทส่วนผสมทั้งหมด ยกเว้นมะนาวลงโถปั่น เมื่อปั่นเสร็จ ชิมรสชาติก่อนแล้วค่อย ๆ เติมน้ำมะนาวทีละนิด เพราะกีวี่มีรสชาติออกจะเปรี้ยวอยู่แล้ว ถ้าเติมน้ำมะนาวมากเกินไป อาจทำให้เปรี้ยวปรี๊ดเกินไปได้นะ  สูตรนี้จะบอกว่าผู้ที่อยากให้ผิวขาวสวยแลดูเป็นธรรมชาติ ต้องลอง เพราะกีวีเมื่อรวมกับน้ำลูกแพร์และน้ำมะนาวเข้าไปแล้ว จะทำให้ได้มีวิตามินเพิ่มขึ้น และยังช่วยบำรุงผิวพรรณให้เปล่งปลั่งสดใส อยากสวย อยากดูดีขึ้นต้องลองดื่มเองถึงจะรู้


แชร์ว่อนเน็ตคลิปลีลาลวกเส้นของ "ยุ้ย" แม่ค้าก๋วยเตี๋ยวสายเดี่ยว
ข้อมูลจากแม่ค้าบอกมาเพียงสั้นๆว่า
เก็บภาพบรรยากาศ ยุ้ย ก๋วยเตี๋ยวสายเดี่ยว
ที่งานประจำปี วัดสอนประดิษฐ์ ( วัดเม็ง )
ขอบคุณลูกค้าทุกท่าน ที่มาอุดหนุน นะคะ


ร้านข้าวแกงเจ้าดังที่เปิดตอนดึกๆ..ตอนนี้
เปิดประมาณสามทุ่มกว่าตรงตรอกข้างๆ โรงแรมธนบุรีบนถนนลาดหญ้า เมื่อก่อนขาย
กับข้าวชามละ5บาทเท่านั้น ตอนนี้ขึ้นมาเป็น
สิบบาทแต่ก็ยังถูกมากๆสำหรับคุณภาพ รสชาติและราคาอาหาร เข้าไปก็ไปจดเลือก
เมนูจากป้ายที่เขียนไว้ได้เลย เสร็จแล้วก็รอ
ไม่นานอาหารกับข้าวเปล่าก็จะมาที่โต๊ะเรา
ส่วนตัวชอบพะแนงเนื้อที่ทำมากลมกล่อม
เนื้อมีติเอ็นนิดแต่ไม่เหนียวเลย หมูทอดก็
รสชาติดี..กระเพราไก่..หน่อไม้ไก่..ไข่ต้มยาง
มะตูม..แกงจืดเลือดหมูกับหมูสับ..กุนเชียง ทอด..พะโล้...รสชาติใช้ได้ทุกจาน..มื้อนี้หมดไปแค่ร้อยเดียวสำหรับอาหารเต็มโต๊ะ..เป็นร้านขวัญใจคนทุกระดับย่านฝั่งธนจริงๆ..ยิ่งดึก คนยิ่งเยอะมากๆเลยร้านนี้..เที่ยงคืนก็หมดแระ

ดูข้อมูลเพิ่มเติมที่ http://www.wongnai.com/reviews/ca87a023f5be45daa0c927bdb699bd53
"Akai8" อ่านว่า “อาไก่8” มีที่มาจากชื่อเจ้าของร้านตามด้วยเลข 8 ซึ่งเป็นเลขมงคล (คนจีนถือว่าเลขแปดเป็นเลขแห่งโชคลาภ) อาไก่เล่าให้เราฟังว่า โดยปกติเป็นคนชอบทานอาหาร โดยเฉพาะเมนู "ข้าวมันไก่" ที่ตนเองออกเดินทางตระเวนชิมหลายที่ จนเกิดไอเดียว่าบ้านเรายังไม่มีข้าวมันไก่สูตรไทยๆ กับเขาบ้าง จึงใช้เวลาในการคิดค้นสูตรเฉพาะเป็นระยะเวลากว่า 6 ปี ลองผิด ลองถูก จนได้ข้าวมันไก่ที่เลือกคัดสรรวัตถุดิบที่มีคุณภาพมาปรุงแต่งเป็นอาหารจานเด็ดสูตรเฉพาะของ AKai8 ที่นี่ที่เดียว

ร้านอาหาร Akai8
ที่อยู่ ใต้โรงแรมสวนดอกแก้วซ้ายมือ เชียงใหม่ , เมืองเชียงใหม่ , เชียงใหม่ 50200
เบอร์ติดต่อ 094-713-5335

เพิ่มเติม http://www.wongnai.com/articles/akai8-cm
 น้ำลายไหลสาดกระเซ็น กระเด็นเป็นน้ำตก เมื่อชาวเน็ตแชร์ภาพพ่อค้าแซ่บ แซ้บบบบ แซ่บ ขายยำแซ่บอยู่ที่ขอนแก่นแดนอีสาน

                กลายเป็นที่ฮือฮาในหมู่เก้งกวางบ่างชะนีกันไปเรียบร้อยแล้วค่ะเจ้าประคุณรุนช่อง เมื่อมีการผุดภาพถ่ายชายหนุ่มสุดล่ำก้ามปู กำลังเปลือยอกโชว์กล้ามเป็นมัด ๆ ขายยำแซ่บอยู่หน้าบ้าน งานนี้คงไม่อาจจะต้านทานหัวใจผู้หลงใหลในความแข็งแรงกำยำได้ไหว แชร์กระจายกันไปอย่างรวดเร็วแล้วจ้า

                ภาพหนุ่มสุดล่ำดังกล่าวถูกโพสต์ลงบนเพจขอนแก่น มีด่านบอกด้วย  เมื่อวันที่ 21 มีนาคมที่ผ่านมา เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งภาพที่ทำให้สาว ๆ (รวมถึงหนุ่ม ๆ ) หลายคนอดใจไม่ไหว ต้องแชร์ภาพนี้ต่อไปในทันทีทันใด แหมก็จะไม่ให้เป็นอย่างนั้นได้ยังไง เมื่อพ่อค้าแซ่บนามว่า "คุณน็อต" คนนี้เขาแซ่บจริงแซ่บจังเป็นที่ประจักษ์นะจ๊ะ ดูซิกซ์แพคพ่อคุณเขาก่อนสิ แบบนี้ไม่แปลกใจเลยว่าทำไม๊ทำไมถึงได้เปลือยอกขายยำซะแบบนั้น โอ๊ย เห็นแล้วมันร้อน จัดน้ำแข็งไสมาให้ไวเถิดเจ้าค่าาาา
เทคนิค ทอดไข่เจียวให้ฟู ที่ง่ายจนบางทีคุณลืมนึกไป...
โพสต์โดย artisttaeng เมื่อ 20 มี.ค. 58 13:29:08


วันนี้มาเผยเทคนิค ทอดไข่เจียวให้ฟู แบบง่ายและใกล้วตัวมาก จนหลายคนนึกไม่ถึงเลย แค่มีกระชอนแล้วทำตามวิธีแบบนี้ ลองมาดูกันเลย

ขอบคุณภาพจาก เชฟจ๋า และ twitter - @ 4x1oO
เครดิตจาก : https://twitter.com/4x1oO/status/577716614197428225
วิธีทำไข่เจียวกลม หรือไข่เจียวซาลาเปา

เตรียมส่วนผสมก่อนค่ะ เพื่อนๆอยากใส่อะไรลงในส่วนผสมก็ได้ ตามใจฉัน เท่าที่ค้นในตู้เย็นได้มีแบบนี้ค่ะ

เครื่องปรุง


  1. ไข่ไก่ (เป็นนางเอก)
  2. หมูสับ ไส้กรอก แฮม
  3. หอมใหญ่ซอย แครอท ต้นหอม
  4. ข้าวสวย ๑ ช้อนกินข้าว


วิธีทำ

- หั่นทุกอย่างเป็นชิ้นเล็กๆ ตีไข่ใส่ชาม ๑ ฟอง ใส่ส่วนผสมอย่างละนิด เติมพริกไทย ซอสปรุงรส ตามชอบ (ในภาพทำไข่กลมสองที่ค่ะ) อย่าใส่ส่วนผสมเยอะเกินไปนะค่ะ ลองกะแค่พอดีๆ ถ้าเยอะไปเวลาเราทอดไข่จะแตกค่ะ ทำครั้งแรกอาจจะยังไม่กลม ลองทำดูสัก ๒-๓ ครั้ง ก็ชำนาญแล้วค่ะ

- คนให้เข้ากัน

- ใส่ข้าวสวย ๑ ช้อน แค่ช้อนเดียวนะคะ คนให้เข้ากัน

- เตรียมพร้อมเจียวแล้วค่ะ มือซ้ายถือกระบวย เตรียมน้ำมันพืช ช้อนสำหรับกลับไข่ไว้มือขวาค่ะ

- เปิดไฟไม่ต้องแรง ใส่น้ำมันพืชนิดหน่อย

- พอร้อนใส่ไข่ลงไปค่ะ ใส่แค่ค่อน หรือ ๒/๓ ของกระบวยนะค่ะ

- ไฟไม่ต้องแรง เดี๋ยวไหม้ค่ะ เจียวไปเรื่อยๆ ไข่เริ่มสุกจะหนาขึ้นมาเต็มกระบวยค่ะ

- พอ ไข่เริ่มหนา ใช้ช้อนที่เตรียมรอไว้มากลับด้าน ตอนกลับไข่อาจหกลงเตาถ้าไม่ชำนาญ ใช้วิธียกกระบวยไปกลับที่ถ้วยที่ใส่ช้อนข้างขวามือนะคะ

- กลับด้านแล้วยังไม่กลมค่ะ รอให้ไข่สุกแข็งขึ้นอีกนิดนะคะ

- แต่งให้กลมด้วยช้อนไปเรื่อยๆ ข้างในยังไม่สุกเราก็หมุนไข่ให้กลม ถ้ากดดูแข็งๆแสดงว่าข้างในสุกแล้ว ถ้าแห้งให้ใส่น้ำมันพืชเติมนิดๆนะค่ะ

- กลมพอดีก็สุกพอดีค่ะ
 สำนักข่าวของจีนออกมาเปิดเผยเรื่องราวสุดช็อกที่เกิดขึ้นกับร่างกายของ นาย Liu ชายจีนวัย 40 ปี จาก Jinhua จังหวัด Zhejiang เมื่อร่างกายส่วนบนของเขามีลักษณะคล้ายผู้หญิง ทำให้ Liu รู้สึกอับอายเป็นอย่างมาก ที่โดนเพื่อนร่วมงานล้อเลียนเป็นประจำ จึงตัดสินใจเข้าพบแพทย์ให้ช่วยรักษา

          แพทย์ตรวจสอบพบว่า ขนาดอกของนาย Liu มีขนาดใหญ่ประมาณ คัพ C ของผู้หญิง เขามีลักษณะ Gynecomastia ทำให้อกขยายมากกว่าปกติ แม้แพทย์พยายามตรวจสอบอย่างละเอียดถึงสาเหตุอาการป่วย แต่ก็ไม่พบก้อนเนื้องอกและตับยังคงทำงานปกติ พบเพียงเเต่ฮอร์โมนในร่างกายที่มีอยู่สูงมาก ก่อนที่แพทย์จะมาทราบว่า นาย Liu ชอบดื่มนมถั่วเหลืองวันละลิตรเป็นประจำทุกวัน

          ทั้งนี้ ชาวญี่ปุ่นมีความเชื่อที่ว่า ยิ่งคุณดื่มน้ำนมถั่วเหลืองมากเท่าไหร่ขนาดอกของคุณยิ่งใหญ่ขึ้นเท่านั้น ทำให้หลายคนคาดว่าสาเหตุที่ทำให้ นาย Liu มีอกใหญ่คล้ายผู้หญิงนั้น เป็นเพราะเขาดื่มน้ำนมถั่วเหลืองเป็นประจำ จนระดับฮอร์โมนในร่างกายเพิ่มสูงขึ้นเกินระดับปกติ
1. ลดการเกิดริ้วรอยเหี่ยวย่นบนใบหน้า
สำหรับผู้ที่เริ่มมีริ้วรอยบนใบหน้าลองนำเม็ดขนุนจุ่มนมเย็นและนำมาคลึงบนหน้าเบาๆ วิธีนี้จะช่วยลดริ้วรอยบนใบหน้าได้อย่างดี (ลองทำต่อเนื่องอย่างน้อย 6 สัปดาห์)

2. ลดอาการท้องผูก
สรรพคุณของเม็ดขนุนใช้เป็นยาระบายอ่อน ๆ ได้ เนื่องจากอุดมไปด้วยเส้นใยที่จะเข้าไปล้างพิษ

3. ช่วยให้ผิวเนียนใส
นำเม็ดแห้งของขนุนมาบดให้ละเอียดกับนมและน้ำผึ้ง ใช้มาร์กหน้าทิ้งไว้สักครู่แล้วล้างออก


4. โปรตีนสูง
เม็ดขนุนมีโปรตีนสูง สำหรับคนที่กำลังลดน้ำหนักลองเปลี่ยนจากกินถั่วมากินเม็ดขนุน (ต้ม) ก็ช่วยได้


5. ช่วยให้ผมสวยสุขภาพดี
ทานเม็ดขนุนสามารถช่วยในการไหลเวียนของเลือด เป็นผลดีกับผมช่วยให้เส้นผมยาวเร็วขึ้นอีกด้วย


6. มีวิตามินเอ
เม็ดขนุนเป็นแหล่งรวมวิตามินที่ดีสำหรับเส้นผม ป้องกันผมไม่ให้แห้งกร้านและเปราะบาง


7. สร้างภูมิคุ้มกัน
เป็นแหล่งวิตามินซีและมีสารต้านอนุมูลอิสระ สามารถสร้างระบบคุ้มกันให้แข็งแรงปกป้องอาการป่วยเล็กๆ น้อยๆ เช่น ไอ ไข้หวัด และไข้หวัดใหญ่


8. ให้พลังงาน
ขนุนอุดมไปด้วยคาร์โบไฮเดรต แคลอรี่รวมไปถึงน้ำตาลฟรุกโตส เป็นผลไม้ที่ไม่มีคอเรสเตอรอล กินได้ปลอดภัยสุขภาพดีชัวร์


9. ปกป้องการเกิดโรคมะเร็ง
ขนุนมีสารต้านอนุมูลอิสระและสารอาหารที่สามารถป้องกันจากโรคมะเร็งได้ และป้องกันมะเร็งในช่องปาก


10. รักษาความดันโลหิต
ขนุนมีโพแทสเซียมที่ช่วยลดระดับความดันโลหิตสูงและบำรุงหัวใจ




11. ช่วยปรับการย่อยอาหารให้ดีขึ้น
ขนุนอุดมไปด้วยเส้นใยอาหารที่เหมือนเป็นตัวช่วยหรือยาระบาย ช่วยย่อยอาหารและป้องกันอาการท้องผูก


12. ป้องกันการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่
ขนุนมี high in dietary fats จึงสามารถช่วยลดผลกระทบที่เกิดจากสารพิษในลำใส่ใหญ่และป้องกันมะเร็งที่อาจะเกิดขึ้นได้ นอกจากนั้นสารต้านอนุมูลอิสระจะช่วยป้องกันริ้วร้อยที่เกิดจากวัยและความเสื่อมสภาพของเนื้อเยื่อและอวัยวะของร่างกาย หรือที่เราเรียกว่า โรคเสื่อมนั่นเอง

13. บำรุงสายตา
เนื้อขนุนมีวิตามินและสารอาหารที่สำคัญต่อดวงตา และมีสารต้านอนุมูลอิสระช่วยป้องกันต้อกระจกและประสาทตาเสื่อม


14. ดีต่อผิวลดริ้วรอย
ปัจจัยทั้งเรื่องอายุที่เพิ่มขึ้นและวัยหมดประจำเดือน รังสียูวี หรือมลพิษต่างๆ ที่ทำให้ร่างกายดูแก่ก่อนวัย ขนุนมีสารต้านอนุมูลอิสระช่วยชะลอวัยและลดริ้วรอย


15. โรคหอบหืด
บรรเทาอาการหอบของคนที่เป็นโรคหอบหืดได้ ปัจจุบันมีผู้เป็นโรคหอบหืดหรือโรคที่เกี่ยวกับทางเดินหายใจจำนวนไม่น้อย


16. เสริมสร้างกระดูกให้แข็งแรง
ขนุนอุดมไปด้วยแมกนีเซียมสร้างเสริมความแข็งแรงให้กับกระดูกและฟัน นอกจากนี้ยังสามารถช่วยป้องกันโรคกระดูกพรุน ขนุนมีโพแทสเซียมจะเข้าไปช่วยลดการสูญเสียแคลเซียมในไตและเพิ่มความหนาแน่นของกระดูก


17. ห่างไกลโรคโลหิตจาง
ขนุนเต็มไปด้วยวิตามิน เอ ซี อี และเค มีไนอาซิน วิตามิน บี6 โฟเลต กรด pantothenic ทองแดงแมงกานีสและแมกนีเซียมที่จำเป็นสำหรับการสร้างเม็ดเลือด นอกจากสามารถดูดซึมธาตุเหล็กแล้วยังสามารถป้องกันโรคโลหิตจางได้ด้วย

18. บรรเทาอาการหวัด
เนื่องจากอุดมด้วยวิตามินซีจึงสามารถช่วยป้องกันอาการหวัดและการติดเชื้อได้ เพียงคุณรับประทานขนุน 5 - 6 ชิ้นคุณก็จะได้รับทั้งสารต้านอนุมูลอิสระและการเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน


19. ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด
ระดับน้ำตาลในเลือดสูงอาจเกิดจากการขาดแมงกานีส โดยในขนุนมีแมงกานีส (จากข้อ17) จึงช่วยลดหรือควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้


20. ป้องกันการสูญเสียมวลกระดูก
ขนุนอุดมไปด้วยแมกนีเซียมที่ช่วยเสริมสร้างกระดูกให้แข็งแรง พบว่าคนที่ได้รับแมกนีเซียมและโพแทสเซียม
จะมีมวลกระดูกสูงและกระดูกแข็งแรง ถ้าสงสัยว่ามวลกระดูกตรงนี้มีผลต่อร่างกายอย่างไร ลองนึกถึงคนที่มีมวลกระดูกน้อย ๆ พออายุมากขึ้นกระดูกสันหลังจะหักทีละนิด ทำให้หลังค่อมหรือดูตัวเตี้ยลงนั่นเอง ส่วนคนที่อายุยังน้อยเมื่อเกิดอุบัติเหตุอาจจะส่งผลให้กระดูกหักง่ายนั่นเองค่ะ

21. ช่วยให้ต่อมไทรอยด์มีสุขภาพดี
คอปเปอร์เป็นสิ่งสำคัญสำหรับขบวนการเมตาบอลิซึมของต่อมไทรอยด์โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับการดูดซึมและการผลิตฮอร์โมน ซึ่งขนุนก็เป็นตัวตอบโจทย์ได้ดีเลยทีเดียวเพราะเต็มไปด้วยแร่ธาตุที่มีประสิทธิภาพต่อกระบวนการดังกล่าวและทำให้อัตราการเผาผลาญเป็นไปด้วยดีต่อสุขภาพ

23. ป้องกันโรคตาบอดกลางคืน
ขนุนเป็นประโยชน์ต่อดวงตาอย่างมากและอุดมไปด้วยวิตามินเอที่ช่วยป้องกันไม่ให้ตาบอดกลางคืนได้

*** อาการตาบอดกลางคืน คือ ผู้ที่มองเห็นภาพวัตถุในที่ที่่มีแสงสลัวในที่มึดไม่ชัดเจนในช่วงแรก ก่อนที่จะปรับตาเพื่อให้เห็นชัดจะช้ากว่าปกติหรือเรียกว่า Slow dark adaptation


24.  ลดความเสี่ยงของโรคหัวใจ
ผลขนุนยังมีวิตามิน บี6 ที่จะช่วยลดระดับโฮโมซิสเตอีนในเลือด ทำให้หัวใจแข็งแรง


25. ช่วยสมานแผน
ขนุนมีคุณสมบัติในการสมานแผลที่น่าทึ่ง นอกจากนี้ยังช่วยบรรเทาอาการผิดปกติอื่นๆในระบบทางเดินอาหารด้วย
เห็นครั้งแรกถึงกับตกใจ พร้อมมีคำถามในใจมาอีกมากมายว่า ทำได้ไงอ่ะ!! ไข่แดงอยู่ข้างนอกเนี่ยนะ นี่ไม่ใช่ไข่ต้มธรรมดา แต่มันเป็นไข่ต้มโคตรพิศดาร เพราะมันมีไข่แดงที่พุ่งออกมาอยู่ข้างนอก ทั้งที่ปกติแล้วมันก็อยู่ข้างในใช่มั้ยล่ะ  งานนี้แม่บ้านทั้งหลายรอติดขอบจออย่างตั้งหน้าตั้งตารอสูตร ไม่ผิดหวังวันนี้เราเอาสูตรมาให้ด้วย   เอาสูตรมาให้แล้วถ้าใครทำไม่ได้อันนี้คงต้องโทษฝีมือกันแล้วล่ะนะ

วัตถุดิบที่ต้องมีในครัว
1.ไข่เป็ดเก่า  หรือถ้าใครไม่มีใครเป็ดเก่าก็เอาไข่เป็ดสดๆไปตากแดด1แดด <<ข้อนี้สำคัญมากนะจ๊ะ
2.เกลือ


วิธีทำ
1.นำไข่ใส่หม้อ เติมน้ำลงไปในหม้อให้ระดับน้ำไม่ท่วมไข่เป็ดนะคะ นอกจากนั้นก็ใส่เกลือเพื่อที่จะไม่ให้เปลือกไข่แตก
2.แล้วนำไปตั้งไฟปานกลาง ห้ามคนเด็ดขาด ไม่อย่างนั้นไข่จะสุกทั้งใบ ออกมาไม่เหมือนในรูปภาพนะคะ
3.ใช้เวลา 2 นาทีครึ่ง ให้นับจากน้ำเริ่มเดือดค่ะ พอถถึงเวลาที่กำหนดแล้วให้ปิดไฟ  แล้วรีบตักไข่ใส่น้ำเย็นทันที เพื่อไม่ให้ไข่นั้นสุกไปมากกว่านี้  แค่นี้แหละก็ได้ไข่ต้มน่ากินแบบในรูปแล้วล่ะคะ
ส่วนผสม สูตร หมักเนื้อย่าง รสแซบ

เนื้อวัวส่วนสะโพก 1 ชิ้น
พริกไทยดำ
รากผักชี
กระเทียม 2 กลีบ
ซอสปรุงรส 1 1/2 ช้อนโต๊ะ
น้ำมันหอย 1 ช้อนโต๊ะ
น้ำมันพืช 1 ช้อนชา
วิธีทำ

ใส่พริกไทยดำ รากผักชี กระเทียม ลงไปในครก โขลกให้ละเอียด
นำเนื้อวัวจิ้มด้วยส้อมเพื่อให้ส่วนผสมซึมเข้าเนื้อ จากนั้นนำไปใส่ในครกที่โขลกด้วยส่วนผสมข้อ 1.
ใช้สากทุบเนื้อเพื่อเป็นการทำให้เนื้อนุ่ม ตามด้วยซอสปรุงรสและน้ำมันหอย คลุกเคล้าให้เข้ากันพร้อมกับทุบด้วยสากไปพร้อมๆกัน เติมน้ำมันพืชเล็กน้อยเพื่อให้เนื้อนุ่มและฉ่ำน้ำยิ่งขึ้น
หมักทิ้งไว้ 30 นาที และนำไปย่างด้วยไฟแรงๆ ย่างจนสุกทั่วกันแล้วนำมาหั่นเป็นชิ้นเล็ก จิ้มกับน้ำจิ้มแจ่วจะอร่อยมาก
1. ไข่เยี่ยวม้า ไข่เยี่ยวม้ามีส่วนประกอบของตะกั่วการกินไข่เยี่ยวม้าปริมาณมากๆ และบ่อยๆ อาจเกิดพิษจากสารตะกั่ว นอกจากนั้นยังทำให้การดูดซึมแคลเซียมลดน้อยลง เกิดภาวะขาดแคลเซียม ทำให้กระดูกผุได้

2. ปาท่องโก๋ กระบวนการทำปาท่องโก๋มีการใช้สารส้มเป็นส่วน ประกอบ และในสารส้มมีส่วนประกอบของตะกั่วการกินปาท่องโก๋ทุกวันจะทำให้ไตทำงานหนักในการขับสารตะกั่ว ซึ่งเป็นพิษต่อสมองและเซลล์ประสาท ทำให้เสื่อมเร็ว เป็นโรคความจำเสื่อมนอกจากนี้ย้งทำให้คอแห้ง เจ็บคอโดยเฉพาะคนที่ร้อนในง่าย

3. เนื้อย่าง ประเภทต่างๆเนื้อที่ถูกรม ย่างไฟ จะเกิดสารเบนโซไพริน ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็งชนิดหนึ่ง

4. ผักดอง การกินผักดอง หรือของหมักเกลือนานๆ จะเกิดการสะสมของเกลือโซเดียม ทำให้หัวใจทำงานหนัก เกิดโรคความดันเลือดสูง และโรคหัวใจได้ง่ายนอกจากของหมักดองยังมีสารก่อมะเร็ง แอมโมเนียมไนไตรต์

5. ตับหมู ตับหมู 1 กิโลกรัม มีโคเลสเตอรอลมากกว่า 400 มิลลิกรัม การกินอาหารที่มีโคเลสเตอรอลปริมาณสูงมากๆ นานๆ จะทำ ให้หลอดเลือดแข็งตัว มีความเสี่ยง ต่อโรคหัวใจ และโรคหลอดเลือดทางสมอง รวมถึงโรคมะเร็งด้วย

6. ผักขม, ผักปวยเล้ง ผักขม, ผักปวยเล้งมีสารอาหารอุดมสมบูรณ์ แต่มีกรดออกซาเลตมาก จะทำให้มีการขับสังกะสีและแคลเซียมออกจากร่างกายมาก เกิดภาวะขาดแคลนแคลเซียมและสังกะสี

7. บะหมี่สำเร็จรูป บะหมี่สำเร็จรูปหลายชนิดมีสารกันบูด สารปรุงแต่งรสที่ไม่มีประโยชน์ต่อร่างกายการกินบะหมี่สำเร็จรูปบ่อยๆ จะทำให้ขาดสารอาหารและเกิดการสะสมสารพิษในร่างกาย

8. เมล็ดทานตะวัน เมล็ดทานตะวันมีส่วนประกอบของกรดไขมันไม่อิ่มตัว การกินเมล็ดทานตะวันปริมาณมาก จะทำให้ระบบเมตาบอลิซึมของไขมันผิดปกติ ทำให้มีการสะสมไขมันที่ตับได้ เป็นอันตรายต่ออวัยวะตับ

9. เต้าหู้หมัก, เต้าหู้ยี้ กระบวนการหมักเต้าหู้ มีโอกาสปนเปื้อนเชื้อโรคได้ง่ายนอกจากนี้ ยังมีสารย่อยสลายโปรตีน ไฮโดรเจนซัลไฟล์ ซึ่งเป็นอันตรายต่อร่างกาย

10. ผงชูรส คนเราไม่ควรกินผงชูรสเกินกว่า 6 กรัมต่อวัน จะทำให้กรดกลูตามิกในเลือดสูง ซึ่งมีผลต่อการทำงานของ ประจุแคลเซียมและแมกนีเซียม เกิดอาการปวดศีรษะ ใจสั่น คลื่นไส้ นอกจากนี้ มีผลเสียต่ออวัยวะสืบพันธุ์ด้วย

ที่กล่าวมาเป็นภูมิปัญญาโบราณ ความเชื่อที่สืบทอดปฏิบัติกันมา ปัจจุบันมีการนำความรู้ทางวิทยาศาสตร์มาอธิบายมากขึ้น
 เมื่อช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา โซเชียลเน็ตเวิร์กเวียดนามมีการแชร์ภาพถ่ายสุดสะเทือนใจทั้งคนรักเด็กและคนรักสัตว์ เมื่อหนูน้อยรายหนึ่งกำลังนั่งร้องไห้ มือลูบอยู่บนร่างของเจ้าตูบเพื่อนซี้ ที่ถูกฆ่าวางไว้บนกระด้งและกำลังจะกลายเป็นอาหารของมนุษย์ นับว่าเป็นภาพที่สะท้อนให้เห็นทั้งความผูกพันระหว่างสุนัขกับคน และความโหดเหี้ยมของมนุษย์ ที่ฆ่าสุนัขได้ลงโดยไม่สนว่ามันเป็น "เพื่อนแท้" ของใคร

            หลังจากภาพดังกล่าวถูกเผยแพร่ออกมาในโซเชียลเน็ตเวิร์กอย่างกว้างขวาง ก็ทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ไปหลายทาง ส่วนหนึ่งต่างสะเทือนใจและกล่าวว่าแทบจะร้องไห้ น้ำตาซึมไปกับภาพที่เห็น มันสลดใจอย่างมากเมื่อได้นึกถึงความรู้สึกของเด็กคนนี้ เมื่อได้เห็นภาพของสุนัขสุดรักของเธอกำลังจะกลายเป็นอาหาร เสิร์ฟบนจานให้คนได้ทานกันอย่างเอร็ดอร่อย

            แต่ชาวเน็ตเวียดนามอีกส่วนหนึ่งก็ไม่คิดเห็นเช่นนั้น กลับบอกว่าสุนัขเป็นอาหารของมนุษย์ กินได้เหมือนกับวัว ควาย และไก่ พร้อมตั้งคำถามว่าทำไมเวลาคนกินสัตว์เหล่านี้ถึงไม่มีใครว่าอะไร แต่พอกินสุนัขกลับถูกวิจารณ์ว่าเลวร้ายป่าเถื่อน ทั้งที่จริง ๆ แล้วมันก็เป็นเรื่องธรรมดา เป็นวัฒนธรรมของทั้งจีนและเวียดนาม

            ทั้งนี้ ประเด็นการกินสุนัขกลายเป็นที่ถกเถียงกันในสังคมเวียดนามมานานแล้ว แต่ก็ดูเหมือนว่าจะเป็นประเด็นถกเถียงที่ไม่จบไม่สิ้น และหาข้อสรุปไม่ได้ ไม่ว่าจะถูกขุดขึ้นมาพูดถึงกี่ครั้งก็ตาม เพราะต่างฝ่ายต่างก็มีเหตุผลของตัวเองในการสนับสนุนหรือไม่สนับสนุนการกินเนื้อสุนัข
Immortal Ice น้ำแข็งที่ไม่มีวันละลาย

เหมาะสำหรับเครื่องดื่มที่คุณต้องการความเย็น

แต่ไม่ต้องการให้เสียรสชาติไปกับน้ำแข็งที่ละลายในแก้ว

เหมาะกับ เครื่องดื่มประเภท ไวน์, เบียร์, วิสกี้

จขกท. ก็ไม่รู้หรอกนะ มันมีขบวนการทำงานยังไง ข้างในบรรจุอะไร

น้ำแข็งนี้ เป็นของแบรนด์ Scotch Rocks ทำมาจากสแตนเลส

ก่อนใช้ ต้องเอาแช่ช่องฟรีซอย่างน้อย 4 ชั่วโมง

เวลาใช้ ก็เพียงวางน้ำแข็งลงบนแก้ว แล้วเทเครื่องดื่มผ่านน้ำแข็งลงไป

เพียงแค่นี้ คุณก็จะได้เครื่องดื่มเย็นๆ ที่ยังคงรสชาติเข้มข้นเหมือนเดิม

พอเลิกใช้ ก็ล้าง แล้วเช็ดให้แห้ง เก็บใส่กล่องไว้แค่นั้น



ราคาขายปกติต่อเซ็ทอยู่ที่ $39.95 ประกอบไปด้วย น้ำแข็ง 8 ก้อน ที่คีบสแตนเลส 1 อัน

ปล. เขาไม่ได้ระบุไว้ ว่ามันจะรักษาความเย็นได้นานแค่ไหน
ขนมจีนปลากระป๋อง
           
          ใครจะไปรู้ว่า ปลากระป๋องจะนำมาทำขนมจีนน้ำยาได้ด้วย แถมยังน่ากินมากด้วย ไม่เชื่อก็ลองตามมาดูวิธีทำขนมจีนน้ำยาปลาแมคเคอเรลในซอสมะเขือเทศ สูตรจาก คุณเนินน้ำ แต่เมนูนี้อาจจะไม่เหมาะกับสิ้นเดือนเท่าไหร่นัก เพราะแน่นเครื่องซะขนาดนี้ คนที่พอมีทุนก็ลองนำไปทำดูละกันเนอะ

 ส่วนผสม
           
           ปลาแมคเคอเรลในซอสมะเขือเทศ

           ปลาอินทรีย์เค็มทอด

           น้ำพริกแกงเผ็ด

           กระชาย

           หอมแดง

           กะทิ

           น้ำปลา

           น้ำตาล

           ลูกชิ้นปลาลวกสุก

           ใบมะกรูด

           ไข่ต้ม, ถั่วฝักยาว, กระหล่ำปลี, ผักกาดดอง, ใบแมงลัก และถั่วงอก

 วิธีทำ
           
           1. นำน้ำพริกแกงเผ็ด กระชาย หอมแดง ปลาอินทรีย์เค็ม ปลาแมคเคอเรล และน้ำเปล่า ใส่ลงในเครื่องปั่น ปั่นให้ละเอียด เตรียมไว้
           
           2. นำกระทะขึ้นตั้งไฟ ใส่หัวกะทิลงไปเคี่ยวให้แตกมัน ใส่ส่วนผสมเครื่องแกงที่ปั่นไว้ลงไปคนให้เข้ากัน เติมกะทิลงไปต้มจนเดือด ชิมรสก่อนปรุง จากนั้นเติมน้ำปลาและน้ำตาลเล็กน้อย
           
           3. ใส่ลูกชิ้นปลาที่ลวกสุกแล้วลงไปต้มให้เดือดอีกครั้ง ใส่ใบมะกรูด ตักราดบนขนมจีน เสิร์ฟพร้อมไข่ต้มและผักเคียงตามชอบ


ฉู่ฉี่ปลากระป๋อง
           
          ถ้าเมนูที่ผ่านมารู้สึกว่ายังไม่อิ่ม อยากจะได้นำปลากระป๋องมาทำเป็นเมนูแกงไทยแบบจัดหนัก ๆ กินกับข้าวสวยทำครั้งเดียวกินทีเดียวอิ่มเลย คงต้องจัดฉู่ฉี่ปลากระป๋องจานนี้เลยแล้วกัน รสชาติอร่อยแปลกใหม่ ไม่แพ้ฉู่ฉี่ปลาอื่น ๆ ที่เคยกินเลยล่ะ มาดูกัน

 ส่วนผสม
           
           ปลากระป๋อง 1 กระป๋อง

           นมสด 100 มิลลิลิตร

           น้ำพริกแกงเผ็ดสำเร็จรูป 1/2 ช้อนโต๊ะ

           น้ำปลา 1 ช้อนชา

           น้ำตาลปี๊บ 1 ช้อนชา

           พริกชี้ฟ้าแดงซอย

           ใบมะกรูดซอย (ใส่หรือไม่ใส่ก็ได้)

 วิธีทำ
           
           1. นำกระทะขึ้นตั้งไฟอ่อน ใส่นมสดลงไปตามด้วยน้ำพริกแกงเผ็ด ผัดให้เข้ากันจนหอม ปรุงรสด้วยน้ำปลาและน้ำตาลปี๊บ ผัดให้เข้ากัน ชิมรสตามชอบ
           
           2. ใส่ปลากระป๋องลงไป เปิดไฟแรง ค่อย ๆ ผัดเบา ๆ ให้เข้ากัน (ระวังอย่าให้เนื้อปลาเละ) เติมพริกชี้ฟ้าซอยและใบมะกรูดซอยลงไป ตักใส่จาน พร้อมเสิร์ฟ


ลาบปลากระป๋อง
           
          อีกหนึ่งเมนูปลากระป๋องแบบแซ่บ ๆ จับมาดัดแปลงเป็นอาหารอีสานอย่างเมนูลาบซะเลย น่าจะเป็นที่ชื่นชอบของใครหลายคน เป็นสูตรเด็ดมาจาก นิตยสารแม่บ้าน เสิร์ฟเป็นคำ ๆ คู่กับผักสด หน้าตาดูดีเชียว

 ส่วนผสม
           
           ปลาซาร์ดีนในซอสมะเขือเทศ 2 กระป๋อง

           น้ำมะนาว 1 1/2 ช้อนโต๊ะ

           พริกป่น 1/2 ช้อนชา

           น้ำปลา 3 ช้อนโต๊ะ

           น้ำตาลทราย 1 ช้อนชา

           หอมแดงซอย 3-5 หัว

           ใบสะระแหน่ 15 ใบ

           ผักชี 1 ต้น

           ข้าวคั่ว 1 ช้อนโต๊ะ

           ผักเคียง เช่น ผักสลัดคอส บัตเตอร์เฮด และผักสลัดสีเขียวอื่น ๆ

 วิธีทำ
         
           1. กรองแยกซอสมะเขือเทศออกเอาแต่เนื้อปลา จากนั้นตัดเนื้อปลาเป็นชิ้นพอคำ

           2. ผสมน้ำปลา น้ำตาลทราย น้ำมะนาว และพริกป่นให้ละลายเข้ากันในอ่างผสม เตรียมไว้

           3. ใส่เนื้อปลากระป๋องลงในอ่างผสมน้ำยำ คลุกให้เข้ากันดี ใส่หอมแดงซอย ผักชี ใบสะระแหน่ และข้าวคั่วคลุกเบา ๆ แค่พอเข้ากัน

           4. เสิร์ฟพร้อมกับผักเคียง โดยจัดเป็นคำ ๆ เสิร์ฟ


ต้มยำปลากระป๋อง (สูตรไมโครเวฟ)
         
          มาทำเมนูต้มยำซดร้อน ๆ ให้คล่องคอกันสักหน่อย ส่วนความแซ่บไม่ต้องพูดถึง เพราะคุณสามารถเลือกปรุงความแซ่บได้ตามใจชอบ แซ่บมาแซ่บน้อยก็จัดไป ทำง่ายนิดเดียวเอง แถมสูตรนี้ยังทำง่าย ๆ ด้วยไมโครเวฟอีกด้วย

 ส่วนผสม
         
           น้ำ 3 ถ้วย

           ข่าหั่นแว่น

           ตะไคร้หั่นเป็นท่อนทุบพอแตก 1 ต้น

           ใบมะกรูดฉีก 2 ใบ

           หอมแดง 1 หัว

           เห็ดฟางผ่า 4 ส่วน 100 กรัม (หรือเห็ดอื่น ๆ ตามชอบ)

           ปลากระป๋อง 1 กระป๋อง

           น้ำปลา

           น้ำตาลทราย

           พริกขี้หนูสวนทุบพอแตก (ตามชอบ)

           ผักชีฝรั่งซอย

           น้ำมะนาว

 วิธีทำ
         
           1. ใส่น้ำ ข่า ตะไคร้ ใบมะกรูด และหอมแดงลงในชามกระเบื้อง นำเข้าเตาไมโครเวฟ ใช้ไฟแรงนานประมาณ 5 นาที จนน้ำเดือด นำออกจากเตา
         
           2. ใส่เห็ดฟาง และปลากระป๋อง นำเข้าเตาไมโครเวฟ ใช้ไฟแรงนานประมาณ 5 นาที จนเดือด และเห็ดฟางสุก นำออกจากเตา
         
           3. ปรุงรสด้วยน้ำปลาและน้ำตาลทราย คนผสมให้เข้ากัน นำเข้าเตาไมโครเวฟ ใช้ไฟปานกลาง ต้มนานประมาณ 1 นาที นำออกจากเตา
         
           4. ใส่พริกขี้หนูและผักชีฝรั่งซอยลงในชาม ตามด้วยน้ำมะนาว จากนั้นตักต้มยำปลากระป๋องใส่ คนผสมให้เข้ากัน พร้อมเสิร์ฟ


 ยำปลากระป๋อง
         
          ใครอยากกินเมนูแซ่บ ๆ ก็จัดไปกับเมนูยำปลากระป๋องจานนี้รับรองแซ่บ ทำง่าย แถมราคาสบายกระเป๋า เหมาะเป็นเมนูสิ้นเดือนอย่างไม่ต้องสงสัย

 ส่วนผสม
         
           ปลากระป๋อง 1 กระป๋อง

           หอมแดงซอย 1 ช้อนโต๊ะ

           ตะไคร้ซอย 1 ช้อนโต๊ะ

           น้ำมะนาว

           น้ำปลา

           น้ำตาลทราย

           พริกขี้หนูซอย (ตามชอบ)

 วิธีทำ
         
           1. ผสมน้ำมะนาว น้ำปลา น้ำตาลทราย และพริกลงในอ่างผสม คนผสมให้เข้ากัน ชิมรสตามชอบ
         
           2. ใส่ปลากระป๋อง หอมแดง และตะไคร้ซอยลงเคล้าผสมให้เข้ากัน ชิมรสตามชอบ ตักใส่จาน พร้อมเสิร์ฟ


1. ปลากระป๋องทอดกระเทียม
           
          เริ่มต้นเมนูแรกก็น้ำลายไหลซะแล้วกับเมนูปลากระป๋องทอดกระเทียม ถ้าเรียกให้หรูหน่อยก็ปลาแมคเคอเรลทอดกระเทียม เป็นสูตรมาจาก นิตยสารแม่บ้าน จับปลากระป๋องไปทอดให้กรอบ ๆ หอม ๆ กินกับข้าวสวยสักจาน แค่นี้ก็ฟินแล้ว

 ส่วนผสม
         
           ปลาแมคเคอเรลในซอสมะเขือเทศ 2 กระป๋อง (กรองเอาแต่เนื้อปลา)

           กระเทียมและรากผักชี โขลกรวมกันพอหยาบ 1/3 ถ้วยตวง

           แป้งทอดกรอบ 1/2 ถ้วยตวง

           ต้นหอมซอย 2 ช้อนชา

           น้ำมันพืชสำหรับทอด

 วิธีทำ
         
           1. นำเนื้อปลาแมคเคอเรลลงคลุกกับแป้งทอดกรอบจนทั่ว เตรียมไว้
         
           2. ใส่น้ำมันพืชลงในกระทะ นำขึ้นตั้งไฟพอร้อน นำกระเทียมกับรากผักชีโขลกลงทอดจนเหลืองกรอบ ตักขึ้น พักไว้ให้สะเด็ดน้ำมัน
         
           3. ใส่ปลาแมคเคอเรลที่คลุกกับแป้งลงทอดจนสุกเหลืองกรอบ ตักขึ้นให้สะเด็ดน้ำมันจัดใส่จานโรยกระเทียม รากผักชีที่ทอดไว้และต้นหอมซอยจัดเสิร์ฟ


ส่วนประกอบและวิธีทำ ต้มส้มปลาคังกับยอดส้มป่อย
1 เตรียมเนื้อปลาคัง 2 ขีด , ส้มป่อย 1 กำมือ  , น้ำปลา 1/2 ช้อนโต๊ะ , น้ำตาลทราย 1 ช้อนชา , น้ำ 3 ถ้วยตวง , มะขามเปียก 1 ช้อนโต๊ะ(ไม่ต้องคั้น) , มะเขือเทศ 2 ลูกหั่นเป็นชิ้นๆ , เกลือ 1 ช้อนชา

2 ตะไคร้ซอย 1 ช้อนโต๊ะ , หอมแดงซอย 5 หัว , กระเทียมซอย 1 ช้อนโต๊ะ , ข่าซอย 1 ช้อนโต๊ะ , พริกขี้หนูตำ 10 เม็ด ทุกอย่างตำรวมกันให้แหลก
chiangrai108.com

3 น้ำใส่หม้อตั้งไฟให้เดือดก่อน ใส่พริกแกงลงไป น้ำเดือดดีแล้วใส่เนื้อปลาคังลงไป รอให้น้ำเดือดก่อนแล้วคอยหมั่นช้อนฟองออก  ปลาสุกดีแล้วค่อยเติม น้ำปลา  , น้ำตาลทราย  , มะขามเปียก แล้วใส่มะเขือเทศลงไป ทิ้งไว้ซักพักจะเริ่มออกรสเปรี้ยว ใส่เกลือลงไป ชิมดูรสดีแล้วใส่ยอดใบส้มป่อยลงไป พอผักเริ่มน็อคก็ยกขึ้นได้เลย ทานร้อนๆ อร่อยดี

เทคนิคการทำ ต้มส้มปลาคังกับยอดส้มป่อย
1 ทางภาคเหนือ พริกแกงเขาจะนำมาผัดกับน้ำมันหมูหรือน้ำมันพืช 1 ช้อนโต๊ะให้หอมก่อนแล้วค่อยเติมน้ำ
2 อาหารพื้นบ้านทางเหนือ นิยมใช้เนื้อปลาคังสดๆ เวลานำมาปรุงอาหารจะไม่นิยมใส่น้ำมะนาว จะใช้น้ำมะขามเปียกแทน

จริงๆ แล้วผงชูรส ไม่มีประโยชน์ทางโภชนาการเลยแม้แต่นิดเดียว “ผงชูรส มีประโยชน์เพียงทำให้อาการมีรสชาติโดยรวมดีขึ้น ต้องใส่ในปริมาณเหมาะสม ”

อันตรายของผงชูรสถูกแบ่งออกเป็น 2 ส่วนคือ

1).พิษภัยและอันตรายที่เกิดจากเกลือโซเดียม กล่าวคือผงชูรสมีโซเดียมที่มาจากโซดาไฟ เป็นองค์ประกอบสำคัญเช่นเดียวกับเกลือแกง แต่อันตรายมากกว่าเกลืองแกงตรงที่ว่าเกลือแกงใช้เพียงนิดเดียวก็รู้สึกว่ามีรสเค็ม แต่ผงชูรสใส่มากเท่าไหร่ก็ไม่รู้สึกตัวว่ามีปริมาณโซเดียมมากเท่าไหร่ เพราะไม่มีรสเค้าให้รู้สึก หรือพูดอีกนัยหนึ่งผลชูรสมีพิษแฝงในเรื่องโซเดียว ซึ่งมีพิษภัยอันตรายดังนี้

1.1) ทำให้ภูมิต้านทานหรือภูมิคุ้มกันของร่างกายมนุษย์ลดลง ถึงแม้ผลชูรสจะไม่ทำให้ใครเป็นเอดส์ แต่มันทำให้ภูมิคุ้มกันร่างกายบกพร่อง ยิ่งถ้าคนป่วยเป็นเอดส์มาทานอาหารทีาใส่ผงชูรสยิ่งทำให้ตายเร็วกว่าที่ควรเป็นครับ

1.2) ทำให้เกิดการคลั่งในสมองเด็ก ซึ่งเมื่องเด็กโตขึ้นจะเป็นคนปัญญาอ่อน ในปัจจุบันมีเด็นปัญญาอ่อนเพ่ิมมากขึ้นเรื่อยๆ นับตั้งแต่มีผงชุรสแพร่หลายในประเทศไทย ผงชูรสทำให้เด็กทารกเกิดอาการชักโคม่า ซึ่งบางครั้งแพทย์ไม่รู้สามเหตุ อาจทำให้รักษาผิดพลาดเป็นอันตรายได้ นอกจากนี้ยังเป็นภัยต่อหญิงมีครรภ์ ทำให้ร่างกายบอมและยังมีพิษภัยต่อทารกในครรภ์และทารกแรกเกิดด้วย

1.3) ผงชูรสเป็นอันตรายต่อผู้เจ็บป่วยด้วยโรคต่างๆ อาทิ เช่น โรคไต ความดันสูง และโรคหัวใจเป็นต้น


2.)พิษภัยและอันตรายที่เกิดจากตัวผงชูรสแท้ ส่งผลดังนี้

2.1)ทำให้เกิดอาการแพ้ผงชูรส ซึ่งจะมีอาการชา และร้อนวูบวาบที่ปาก ลิ้น ใบหน้า โหนกแก้วต้นคอ หน้าอก บางคนมีผื่นแดงเกิดขึ้นตามตัว แน่นหน้าอก หัวใจเต้นช้าลง หายใจไม่สะดวก เป็นต้น จนเป็นที่รู้จักและขนานนามโรคแพ้ผงชูรสในภัตตาคารจีน

2.2)ทำลายสมองส่วนหน้า ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการควบคุมการเจริญเติบโตและระบบสืบพันธุ์ของร่างกาย ทำให้เจริญเติบโตช้า ปัญญาอ่อน ระบบสืบพันธุ์ผิดปกติ เป็นหมัน อวัยวะสืบพันธุ์เล็กลง ทั้งในเรื่องของขนาดและน้ำหนัก

2.3)ทำลายระบบประสาทตา สายตาเสียหรือเกิดตาบอด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสัตว์ทดลอง ยิ่งอายุน้อย จะยิ่งเกิดผลร้ายมาก

2.4)ทำลายกระดูกและไขกระดูก ซึ่งเป็นส่วนที่ผลิตเม็ดเลือดแดงในร่างกาย ทำให้โลหิตจากได้

2.5)ทำให้วิตามินในร้างกายลดลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งวิตามินบี 6 แก้โรคแพ้ผงชูรสได้

2.6)เกิดโรคมะเร็ง

2.7)ทำลายระบบประสาทส่วนกลางทำให้เป็นโรคประสาทได้ง่ายขึ้น

2.8)เปลี่ยนแปลงโครโมโซม ทำให้ผิดปกติ ปากแหว่ง หูแหว่ง และจมูกวิ่น แขนขาพิการ เป็นต้น

แต่ถึงเห็นพิษภัยขนาดนี้ประชาชนตาดำๆ อย่างเราคงจะหลีกเลี่ยงผลชูรสได้ยาก เพราะตั้งแต่ภัตตาคารใหญ่ๆ จนไปถึงร้านข้างถนนยังขาดความรู้เรื่องโทษจากผงชูรส เรามาเริ่มต้นจากบ้านของเรา ยังไงก็ดูแลสุขภาพกันด้วยนะคะ กินอาหารที่ปรุงรสอ่อนๆก็พอ อย่าปรุงให้มากเกิน อะไรที่มากเกินไม่ใช่ว่าจะดีเสอมไปเนอะ ของทุกอย่างถ้าเรากินแต่พอเหมาะมันก็จะดีกับตัวเรา ^^

ขอบคุณที่มากจาก ฐานเศรษฐกิจ
คอลัมม์ ภาคภูมิ ชวนคิด
ดร.ภาคภูมิ เตชสกุลฤทธิ์

สูตรหมูทอดเจ้จงทำทานเองได้ทำขายก็ดีมาดูสูตรกันฟรีๆได้เลย

หมูทอดเจ้จง เป็นหมูทอดเจ้าดังที่เคยออกรายการทีวีคึกโครมกันมาแล้วคนไทยต่างรู้จักกันดีหลายๆท่านก็เคยลิ้มรสหมูทอดในตำนานเจ้านี้กับแล้ว สูตรหมูทอดเจ้จง สูตรนี้ได้รับการเผยแพร่ให้คนที่ชอบทานและอาจจะหาโอกาสไปอุดหนุนหมูทอดเจ้จงได้ลำบากสามารถทำทานเองได้ที่บ้านกัน

เครื่องปรุงสำหรับหมักหมู สูตรหมูทอดเจ้จง

1. หมูมาชั้น หั่นแล้ว              3-5 ชั้นตามต้องการ
2. กระเทียมสดสับละเอียด  15-20 กลีบ
3. พริกไทยบ่น                       2 ชต.
4. ซ๊อสปรุงรส                        3-5 ชต.
5. ผงปรุงรส อโรมาต            2 ชต.
6. น้ำมันหอย                         2 ชต.
7. น้ำมันพืช                          5  ชต.
8. น้ำสะอาด                          1/3  ถ้วย

สูตรหมูทอด
สูตรหมูทอดเจ้จง

ขั้นตอนวิธีทำหมูทอดเจ๊จง

  1.  ( นำเครื่องปรุง ทุกอย่างผสมกัน แล้วเอา หมูสามชั้นที่เตรียมไว้แล้ว ลงหมักไว้ 1คืน โดยเอาเข้าตู้เย็นช่องธรรมดา )
  2.  วันรุ่งขึ้น เอาน้ำหมักหมู มาใส่แป้ง โดยมีอัตราส่วนดังนี้   แป้งข้าวเจ้า1ส่วน ตามด้วยแป้งสาลี 1/2ส่วน ถ้าต้องการกรอบมากๆ ให้ใส่น้ำปูนใส่แทนน้ำเปล่า
  3.  ที่ตัวหมูสามชั้น ก่อนชุปแป้ง ให้คลุ๊กแป้งแห้งก่อนเวลาทอดแป้งจะไม่หลุดจากตัวหมูเวลาทอด อันนี้สำคัญมากครับ จากนั้นเอาไป จุ่มกับแป้งชุปทอดที่เราเตรียมไว้ อันนี้กรณีที่ชอบทานแบบ แป้งหนาหน่อย
  4.  อันนี้ทำแบบ แป้งไม่หนามาก แค่คลุ๊กแป้งธรรมดา แล้วลงทอดเลย ถ้าชอบแป้งหนาทำแบบข้างบน แต่พอดีผมชอบแบบแป้งบาง เลยทำแบบนี้
  5.  เอาลงทอดในกะทะไฟปานกลาง ใช้น้ำมันปลาล์มให้ทั่วหมู ยิ่งท่วมแบบทอดกล้วยแขก ยิ่งดี จะทำให้กรอบมาก (แบบร้านเจ้เขาเลย)
  6.  ลงทอด กะทะนี้น้ำมันน้อยไปหน่อย แต่แป้งพอดีไม่หนาเกินไป (ชอบโดยส่วนตัว) ทอดนานราว 10กว่านาทีหรือดูว่าหมูเป็นสีเหลืองทอง การทอดตอนแรกใช้ไฟแรงหน่อย พอลงหมูชุบแป้งลงทอด แป้งเกาะหมูดีแล้ว ลดไฟลงเหลืองปานกลางค่อนไปทางอ่อนๆ ทอดไปเรื่อยๆ ใจเย็นๆ การทอดแบบนี้ จะทำให้แป้งนอกนั้นกรอบนาน แต่หมูก็จะหดไปมากด้วย ลองเลือกดูนะครับ ว่าชอบที่จะทอดให้ออกมาแบบไหน

ที่มาของสูตรหมูทอดเจ้จงจาก http://9leang.com/

จากการวิจัยพบว่า กล้วยที่สุกจนเปลือกมีจุดดำๆนั้น มีฤทธิ์ในการต้านทานเชื้อเอดส์ ยับยั้งการเจริญเติบโตของเนื้องอกและเพิ่มประสิทธิภาพของภูมิคุ้มกันในร่างกาย

การวิจัยในประเทศญี่ปุ่นยังบอกอีกว่า กล้วยสามารถสร้างสารที่มีฤทธิ์ทำลายเซลล์เนื้อร้าย อีกทั้งเพิ่มภูมิคุ้มกันได้อีกด้วย เพราะฉะนั้นกล้วยยิ่งสุกเท่าไหร่ความสามารถในการต้านมะเร็งก็จะมากขึ้นด้วย

ยังไม่พอ!!ผลของการวิจัยยังระบุอีกว่า รับประทานกล้วยเพียงสองลูกก็จะสามารถออกกำลังกายอย่างหนักได้ต่อเนื่องนานถึง 90 นาที เลยทีเดียว

นอกจากกล้วยจะเป็นผลไม้ที่ให้พลังงานแล้ว ยังสามารถช่วยรักษาโรคและอาการเจ็บป่วยต่างๆได้อีกด้วย ดังนั้น เราจึงควรเพิ่มกล้วยเข้าไปในเมนูเป็นประจำทุกๆวัน

เพราะฉะนั้น คำตอบก็คือ กล้วยหมายเลข8นี่เอง... มีใครตอบถูกบ้างเอ่ย?
แม้กระเฉดจะเป็นผักที่มีคุณค่า แต่ว่า ก็มีคำเตือนจากกระทรวงสาธารณสุขที่ให้ประชาชนระวังการบริโภคผักบุ้ง ผักกระเฉด

แต่อย่าพึ่งตระหนกตกใจ อันตรายที่ว่านี้ไม่ใช่อันตายของผัก แต่เป็นอันตรายจากว่าอาจจะได้รับอันตรายจากศัตรูตัวใหม่ที่เรียกว่า "ไข่ปลิง" ที่จะอยู่ในพืชน้ำเหล่านี้

ในการทานผักกระเฉดที่ไม่ผ่านการต้มเดือดถึง 500 องศาเซลเซียส อาจเสี่ยงที่จะรับประทานไข่ปลิงเข้าไปได้ ทางที่ดีควรต้มให้เดือดมากๆ เป็นชั่วโมงเสียก่อนจึงจะปลอดภัย เพราะเจ้าไข่ปลิงตัวนี้สามารถทนความร้อนได้สูงมาก ใครที่จะทานก็ระมัดระวัง ในการปรุงอาหารก่อนรับประทาน จะได้ไม่เป็นอันตราย

พืชผัก และอาหาร มีประโยชน์ แต่ก็มีโทษมีอันตรายด้วยกันทั้งนั้น สิ่งสำคัญคือความสะอาด และการทานแต่พอดี ไม่มาก ไม่น้อยเกินไป แล้วจะเกิดประโยชน์กับร่างกาย

ที่มา : http://www.emaginfo.com/?p=66193
1. ทูน่า

ถ้าคุณชอบทานอาหารทะเลเป็นชีวิตจิตใจ และคิดว่ามันให้โปรตีน มีไอโอดีนสูง มีประโยชน์ต่อร่างกายแบบสุดๆ โดยเฉพาะปลาทะเล แน่ล่ะว่าเราโอเคที่จะให้คุณทาน แต่นั่นไม่ใช่ทั้งหมด ! 'ทูน่า' จัดเป็นปลาทะเลที่เราอยากแนะอยากให้คุณทานแต่น้อย เพราะจากผลการวิจัยมหาวิทยาลัยทางใต้ของฟลอริดา เผยว่า ปลาทูน่ามีสารปรอทเจือปนค่อนข้างมาก ซึ่งหากคุณทานบ่อยๆ เข้า มันจะส่งผลเสียต่อสมองของคุณ เช่น ทำลายระบบประสาทส่วนกลาง (สมอง และไขสันหลัง) ทำให้เสียการควบคุมการเคลื่อนไหวของแขน ขา และการพูด อีกทั้งยังทำให้ระบบประสาทรับความรู้สึกเสียไปด้วย …

ฉะนั้นถึงคุณจะชอบทานปลาทะเลมากแค่ไหนก็ตาม ก็ควรทานปลาทูน่าในปริมาณที่เหมาะสม โดยคุณสามารถทานปลาทะเลอย่างอื่นเพิ่มขึ้นได้ อย่างเช่น ปลาแซลมอน ปลาซาดีน และปลาแมคเคอเรล ที่มีสารปรอทเจือปนในปริมาณน้อยกว่า แถมยังมีโอเมก้า 3 ที่ช่วยลดคลอเรสเตอรอลได้อย่างยอดเยี่ยม เช่นกัน!
2. อาหาร/เครื่องดื่มผสมน้ำตาล

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง 'เครื่องดื่มอัดลม' ทั้งหลายที่คุณชอบดื่มเป็นประจำ ถึงมันจะช่วยทำให้คุณรู้สึกสดชื่น และคลายความกระหายน้ำได้ก็จริง แต่รู้ไหมถ้าคุณดื่มมากไป นั่นจะทำให้ระดับ 'อินซูลิน' ในร่างกาย(น้ำตาลในเลือด)เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และส่งผลเสียต่อความจำระยะยาวในสมองตามมา ซึ่งคุณจะมีปัญหาด้านความจำ ขี้หลงขี้ลืมเป็นบางครั้ง คล้ายกับโรค 'อัลไซเมอร์' ที่สมองด้านความจำทำงานได้ไม่เต็มที่ 100 % อีกทั้งน้ำตาลที่คุณบริโภคเป็นจำนวนมากยังส่งผลต่อความรู้สึก อย่างเช่น คุณจะรู้สึกเศร้าหมองไปเอง ซึมเศร้าในบางครั้งแบบไม่มีเหตุผล
3. อาหารที่มีไขมันอิ่มตัวสูง

คุณจะพบไขมันอิ่มตัวสูงนี้ได้จาก น้ำมันปาล์ม, กะทิ, เนย, นม, เนื้อแดง และช็อกโกแลต ที่คุณทานเป็นประจำทุกวัน หากคุณบริโภคเป็นจำนวนมากในทุกๆ วัน มันก็จะสะสม และเข้าไปทำร้ายสมองในระยะสั้น-ลดความสามารถของสมอง เสี่ยงที่จะเป็นโรค 'อัลไซเมอร์' มากยิ่งขึ้น ไขมันอิ่มตัวนี้จะส่งผลต่อความจำในสมองคุณ ทั้งในเรื่องความจำ การเรียนรู้ การปะติดปะต่อเรื่องราว และเมมโมรี่ใหม่ๆ ที่เพิ่งผ่านเข้ามา ทำให้คุณสามารถลืมมันได้ในเวลาอันรวดเร็ว อย่างเช่น 10 นาทีหลังจากที่เรื่องราวเพิ่งเกิดขึ้น รวมทั้งมันยังให้โทษกับร่างกาย ทำให้ไขมันในเลือดพุ่งสูงขึ้น และเสี่ยงเป็นโรค 'หลอดเลือดตีบ' อย่างช่วยไม่ได้

ฉะนั้นทางที่ดีเราแนะนำว่า คุณควรบริโภคในปริมาณที่พอดี อย่างมากที่สุดสัปดาห์ละ 3-4 ครั้ง ก็น่าจะโอเคแล้วล่ะ !
4. อาหารแปรรูป

อาหารแปรรูปบางอย่างไม่ได้มีไขมัน และให้น้ำตาลในปริมาณที่สูงก็จริง หากแต่มันประกอบด้วยโซเดียมเป็นจำนวนมาก ซึ่งถ้าคุณสะสมโซเดียมในร่างกายมากขึ้นเรื่อยๆ มันก็จะเข้าไปทำร้ายสมองคุณโดยที่คุณไม่รู้ตัว ทำให้สมองของคุณรู้สึกงงงวย-สับสน ทำให้การรับรู้-กระบวนการคิดไม่ได้สมรรถภาพเต็มร้อยอย่างที่ควร ความดันเลือดสูงขึ้น(เกิดจากการบีบตัวของห้องหัวใจ) และสุขภาพหัวใจแย่ลง … รู้แบบนี้แล้ว สำหรับใครที่ชอบทานอาหารแปรรูป เพราะคิดว่ามันทานง่าย สะดวก และรวดเร็ว คงต้องเปลี่ยนความคิดไปได้เลย ก่อนที่สุขภาพสมอง และร่างกายจะแย่ไปกว่านี้ !!
5. ฟาสต์ฟู้ด

อย่างที่คุณรู้ … อาหารฟาสต์ฟู้ดเป็นตัวฉกาจร้ายที่ทำให้คุณอ้วน และยังให้สารอาหารไม่เพียงพอกับที่ร่างกายต้องการ (คุณก็ยังทานมันอยู่ดี) แต่ทว่าจริงๆ แล้วมันยังให้โทษมากกว่านั้น … มาก โดยเฉพาะเป็นตัวทำร้ายสมองของคุณชั้นดี เพราะในฟาสต์ฟู้ดมีทั้ง กรดไขมันอิ่มตัว, ไขมันไม่อิ่มตัว, โซเดียม และน้ำตาล ที่ล้วนแต่เป็นตัวเร่ง/ตัวแปร ทำให้ความสามารถในการทำงานของสมองลดลงทั้งสิ้น ซึ่งจากผลการวิจัย เผยว่า คนที่นิยมทานฟาสต์ฟู้ดเป็นประจำแทบทุกวัน เฉลี่ยประมาณ 40% จะมีความเสี่ยงสูงที่จะตกอยู่ในภาวะซึมเศร้า-หดหู่ รู้สึกไม่มีความสุขโดยไม่มีเหตุผล และมีความจำสิ่งต่างๆ แย่ลง มากกว่าคนที่ทานนานๆ ครั้งซะอีก
6. อาหารเสริมธาตุเหล็ก และทองแดง

ข้อสุดท้ายนี้เราขอมาร์คไว้เลยว่า คุณควรทานเมื่อแพทย์แนะนำเท่านั้น ! ถึงแร่ธาตุสำคัญต่อสุขภาพคุณอย่างมาก แต่หากคุณซื้อมาทานเอง และทานในปริมาณเกินไป(คิดว่าตัวเองมีเม็ดเลือดต่ำ แล้วต้องการทานเสริมสร้างเม็ดเลือด) มันอาจส่งผลลัพธ์ในทางลบมากกว่าบวก ให้โทษอันตรายกลับมาแทน อย่างถ้าคุณบริโภคทองแดง หรือธาตุเหล็ก เกินขีดจำกัด/เกินกว่าที่ร่างกายยอมรับได้ มันจะให้ผลย้อนกลับ โดยเข้าไปขัดขวางการทำงาน บล็อกการสื่อสารของเซลล์บางตัวในสมอง นำไปสู่เซลล์เส้นประสาทตาย หรือสลายโปรตีน 'แอมีลอยด์ บีตา(Beta-amyloid)' ในสมอง ที่เป็นสาเหตุของการเกิดโรคอัลไซเมอร์ และโรคสมองเสื่อมตามมา ซึ่งนั่นจะมีผลสำคัญในเรื่องการเรียนรู้ และความจำ

อย่างไรก็ดี ทองแดงจะช่วยลดความเสี่ยงต่อภาวะโรคหิตจาง(โดยเฉพาะผู้หญิงวัยที่มีประจำเดือน) ช่วยลดอาการเหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย ส่วนธาตุเหล็กนั้น จะช่วยลดคอเลสเตอรอล ลดความเสี่ยงจากภาวะกระดูกพรุน และบรรเทาปวดจากข้ออักเสบต่างๆ ได้เป็นอย่างดี

ก๋วยเตี๋ยวเย็นตาโฟ นับเป็นอีกหนึ่งอาหารที่คนไทยรู้จักและนิยมเลือกรับประทาน ยิ่งสีซอสเย็นตาโฟแดงมากเท่าไหร่ยิ่งกระตุ้นความอร่อยให้กับคนกินมากเท่านัน แต่คุณควรรู้ไว้เลยตั้งแต่ตอนนี้ว่า ซอสเย็นตาโฟ นั้นอันตรายมากกว่าที่คุณคิด
       สาเหตุที่ซอสเย็นตาโฟ อันตรายกว่าที่คิด เป็นเพราะ ซอสเย็นตาโฟที่เรารับประทานเข้าไปส่วนใหญ่ เป็นสีที่ผู้ผลิตซอสนำมาจาก สีปองโซ 4 อาร์ ซึ่งสีชนิดนี้เป็นสีผสมอาหารที่สังเคราะห์ขึ้นมา ถ้าใช้หรือรับประทานสีชนิดนี้มากเกินไป อาจเป็นอันตรายต่อคนรับประทานได้
   
  เนื่องจากสีปองโซ 4 อาร์ ในซอสเย็นตาโฟ เป็นสีสังเคราะห์ที่มีโลหะหนัก เช่น ตะกั่ว สารหนู โครเมียม สังกะสี เป็นส่วนผสม สารหนูมีผลทำให้ร่างกาย อ่อนเพลีย กล้ามเนื้ออ่อนแรง ระบบทางเดินอาหารบกพร่อง และทำให้โลหิตจาง
      ส่วนสารตะกั่วที่อยู่ในสีซอสเย็นตาโฟ เป็นพิษต่อระบบประสาท ทำให้เกิดรอยสีม่วงคล้ำที่เหงือก มือตก เท้าตก คลื่นไส้ อาเจียน ถึงขั้นเป็นอัมพาตได้เลยทีเดียว
       ทางที่ดีที่สุดสำหรับคนที่ชื่นชอบกินก๋วยเตี๋ยวเย็นตาโฟเป็นชีวิตจิตใจ คือการเลือกร้านที่ใช้เต้าหู้ยี้เป็นส่วนผสมในซอสเย็นตาโฟแทน เพื่อไม่ให้ร่างกายได้รับอันตรายถึงชีวิตเพราะซอสเย็นตาโฟ
1. ช็อกโกแลต โดยสาร Phenylethylamine ที่อยู่ในช็อกโกแลตสามารถกระตุ้นให้เกิดความตื่นเต้นและรู้สึกดีในชีวิต วารสารทางการแพทย์เคยตีพิมพ์ไว้ว่า ผู้ที่ทานช็อกโกแลตวันละชิ้น จะมีเพศสัมพันธ์ที่มีชีวิตชีวากว่าผู้ที่ไม่ได้กิน


2. อัลมอนด์ ขึ้นชื่อว่าเป็นอาหารที่เป็นตัวกระตุ้นทางเพศ และช่วยเรื่องการมีบุตรยากเช่นเดียวกับหน่อไม้ฝรั่ง เมล็ดอัลมอนด์มีแร่ธาตุมากมายที่สำคัญต่อสุขภาพทางเพศ เช่น สังกะสี ซีลีเนียม และ วิตามินอี


3. สตรอเบอร์รี่ โดยงานวิจัยจากมหาวิทยาลัย California พบว่าการกินสตรอเบอร์รี่อาจจะช่วยเพิ่มปริมาณสเปิร์มของคุณผู้ชายได้


4. เมล็ดฟักทอง เพราะมีแร่ธาตุสังกะสีมากเช่นเดียวกับหอยนางรม ช่วยเรื่องความแข็งแรงของอสุจิ และป้องกันการขาดฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนในเพศชายได้ นอกจากนี้เมล็ดฟักทองยังอุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุที่เพิ่มความต้องการทางเพศ เช่น วิตามิน บี อี ซี ดี เค และแร่ธาตุ เช่น แคลเซียม โพแทสเซียม ไนอะซิน และ ฟอสฟอรัส


5. แตงโม ผู้เชี่ยวชาญบางท่านยกย่องให้แตงโมเป็นไวอากร้าขนานใหม่ และจากผลวิจัยของสหรัฐอเมริกาพบว่าการกินแตงโมจะส่งผลกับระบบไหลเวียนโลหิตทั่วร่างกาย และอาจเพิ่มความต้องการทางเพศได้ด้วย เพราะในแตงโมจะมี Citruline amino acid ซึ่งดีต่อระบบไหลเวียน และช่วยคลายเส้นเลือด จึงสามารถเพิ่มสมรรถภาพทางเพศได้


6. หอยนางรม โดยนักวิจัยได้ค้นพบแล้วว่าหอยนางรมสามารถเพิ่มระดับโดปามีน ที่ช่วยเพิ่มความต้องการทางเพศได้ทั้งชายและหญิง และหอยนางรมก็ยังมีแร่ธาตุสังกะสีที่จำเป็นสำหรับการสร้างฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนและการสร้างอสุจิอีกด้วย