อย่าชะล่าใจ! อาหารที่เราชอบกิน อาจทำร้ายสมองได้ มาดูกันว่า จะมีอาหารอะไรบ้าง?

, , No Comments
1. ทูน่า

ถ้าคุณชอบทานอาหารทะเลเป็นชีวิตจิตใจ และคิดว่ามันให้โปรตีน มีไอโอดีนสูง มีประโยชน์ต่อร่างกายแบบสุดๆ โดยเฉพาะปลาทะเล แน่ล่ะว่าเราโอเคที่จะให้คุณทาน แต่นั่นไม่ใช่ทั้งหมด ! 'ทูน่า' จัดเป็นปลาทะเลที่เราอยากแนะอยากให้คุณทานแต่น้อย เพราะจากผลการวิจัยมหาวิทยาลัยทางใต้ของฟลอริดา เผยว่า ปลาทูน่ามีสารปรอทเจือปนค่อนข้างมาก ซึ่งหากคุณทานบ่อยๆ เข้า มันจะส่งผลเสียต่อสมองของคุณ เช่น ทำลายระบบประสาทส่วนกลาง (สมอง และไขสันหลัง) ทำให้เสียการควบคุมการเคลื่อนไหวของแขน ขา และการพูด อีกทั้งยังทำให้ระบบประสาทรับความรู้สึกเสียไปด้วย …

ฉะนั้นถึงคุณจะชอบทานปลาทะเลมากแค่ไหนก็ตาม ก็ควรทานปลาทูน่าในปริมาณที่เหมาะสม โดยคุณสามารถทานปลาทะเลอย่างอื่นเพิ่มขึ้นได้ อย่างเช่น ปลาแซลมอน ปลาซาดีน และปลาแมคเคอเรล ที่มีสารปรอทเจือปนในปริมาณน้อยกว่า แถมยังมีโอเมก้า 3 ที่ช่วยลดคลอเรสเตอรอลได้อย่างยอดเยี่ยม เช่นกัน!
2. อาหาร/เครื่องดื่มผสมน้ำตาล

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง 'เครื่องดื่มอัดลม' ทั้งหลายที่คุณชอบดื่มเป็นประจำ ถึงมันจะช่วยทำให้คุณรู้สึกสดชื่น และคลายความกระหายน้ำได้ก็จริง แต่รู้ไหมถ้าคุณดื่มมากไป นั่นจะทำให้ระดับ 'อินซูลิน' ในร่างกาย(น้ำตาลในเลือด)เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และส่งผลเสียต่อความจำระยะยาวในสมองตามมา ซึ่งคุณจะมีปัญหาด้านความจำ ขี้หลงขี้ลืมเป็นบางครั้ง คล้ายกับโรค 'อัลไซเมอร์' ที่สมองด้านความจำทำงานได้ไม่เต็มที่ 100 % อีกทั้งน้ำตาลที่คุณบริโภคเป็นจำนวนมากยังส่งผลต่อความรู้สึก อย่างเช่น คุณจะรู้สึกเศร้าหมองไปเอง ซึมเศร้าในบางครั้งแบบไม่มีเหตุผล
3. อาหารที่มีไขมันอิ่มตัวสูง

คุณจะพบไขมันอิ่มตัวสูงนี้ได้จาก น้ำมันปาล์ม, กะทิ, เนย, นม, เนื้อแดง และช็อกโกแลต ที่คุณทานเป็นประจำทุกวัน หากคุณบริโภคเป็นจำนวนมากในทุกๆ วัน มันก็จะสะสม และเข้าไปทำร้ายสมองในระยะสั้น-ลดความสามารถของสมอง เสี่ยงที่จะเป็นโรค 'อัลไซเมอร์' มากยิ่งขึ้น ไขมันอิ่มตัวนี้จะส่งผลต่อความจำในสมองคุณ ทั้งในเรื่องความจำ การเรียนรู้ การปะติดปะต่อเรื่องราว และเมมโมรี่ใหม่ๆ ที่เพิ่งผ่านเข้ามา ทำให้คุณสามารถลืมมันได้ในเวลาอันรวดเร็ว อย่างเช่น 10 นาทีหลังจากที่เรื่องราวเพิ่งเกิดขึ้น รวมทั้งมันยังให้โทษกับร่างกาย ทำให้ไขมันในเลือดพุ่งสูงขึ้น และเสี่ยงเป็นโรค 'หลอดเลือดตีบ' อย่างช่วยไม่ได้

ฉะนั้นทางที่ดีเราแนะนำว่า คุณควรบริโภคในปริมาณที่พอดี อย่างมากที่สุดสัปดาห์ละ 3-4 ครั้ง ก็น่าจะโอเคแล้วล่ะ !
4. อาหารแปรรูป

อาหารแปรรูปบางอย่างไม่ได้มีไขมัน และให้น้ำตาลในปริมาณที่สูงก็จริง หากแต่มันประกอบด้วยโซเดียมเป็นจำนวนมาก ซึ่งถ้าคุณสะสมโซเดียมในร่างกายมากขึ้นเรื่อยๆ มันก็จะเข้าไปทำร้ายสมองคุณโดยที่คุณไม่รู้ตัว ทำให้สมองของคุณรู้สึกงงงวย-สับสน ทำให้การรับรู้-กระบวนการคิดไม่ได้สมรรถภาพเต็มร้อยอย่างที่ควร ความดันเลือดสูงขึ้น(เกิดจากการบีบตัวของห้องหัวใจ) และสุขภาพหัวใจแย่ลง … รู้แบบนี้แล้ว สำหรับใครที่ชอบทานอาหารแปรรูป เพราะคิดว่ามันทานง่าย สะดวก และรวดเร็ว คงต้องเปลี่ยนความคิดไปได้เลย ก่อนที่สุขภาพสมอง และร่างกายจะแย่ไปกว่านี้ !!
5. ฟาสต์ฟู้ด

อย่างที่คุณรู้ … อาหารฟาสต์ฟู้ดเป็นตัวฉกาจร้ายที่ทำให้คุณอ้วน และยังให้สารอาหารไม่เพียงพอกับที่ร่างกายต้องการ (คุณก็ยังทานมันอยู่ดี) แต่ทว่าจริงๆ แล้วมันยังให้โทษมากกว่านั้น … มาก โดยเฉพาะเป็นตัวทำร้ายสมองของคุณชั้นดี เพราะในฟาสต์ฟู้ดมีทั้ง กรดไขมันอิ่มตัว, ไขมันไม่อิ่มตัว, โซเดียม และน้ำตาล ที่ล้วนแต่เป็นตัวเร่ง/ตัวแปร ทำให้ความสามารถในการทำงานของสมองลดลงทั้งสิ้น ซึ่งจากผลการวิจัย เผยว่า คนที่นิยมทานฟาสต์ฟู้ดเป็นประจำแทบทุกวัน เฉลี่ยประมาณ 40% จะมีความเสี่ยงสูงที่จะตกอยู่ในภาวะซึมเศร้า-หดหู่ รู้สึกไม่มีความสุขโดยไม่มีเหตุผล และมีความจำสิ่งต่างๆ แย่ลง มากกว่าคนที่ทานนานๆ ครั้งซะอีก
6. อาหารเสริมธาตุเหล็ก และทองแดง

ข้อสุดท้ายนี้เราขอมาร์คไว้เลยว่า คุณควรทานเมื่อแพทย์แนะนำเท่านั้น ! ถึงแร่ธาตุสำคัญต่อสุขภาพคุณอย่างมาก แต่หากคุณซื้อมาทานเอง และทานในปริมาณเกินไป(คิดว่าตัวเองมีเม็ดเลือดต่ำ แล้วต้องการทานเสริมสร้างเม็ดเลือด) มันอาจส่งผลลัพธ์ในทางลบมากกว่าบวก ให้โทษอันตรายกลับมาแทน อย่างถ้าคุณบริโภคทองแดง หรือธาตุเหล็ก เกินขีดจำกัด/เกินกว่าที่ร่างกายยอมรับได้ มันจะให้ผลย้อนกลับ โดยเข้าไปขัดขวางการทำงาน บล็อกการสื่อสารของเซลล์บางตัวในสมอง นำไปสู่เซลล์เส้นประสาทตาย หรือสลายโปรตีน 'แอมีลอยด์ บีตา(Beta-amyloid)' ในสมอง ที่เป็นสาเหตุของการเกิดโรคอัลไซเมอร์ และโรคสมองเสื่อมตามมา ซึ่งนั่นจะมีผลสำคัญในเรื่องการเรียนรู้ และความจำ

อย่างไรก็ดี ทองแดงจะช่วยลดความเสี่ยงต่อภาวะโรคหิตจาง(โดยเฉพาะผู้หญิงวัยที่มีประจำเดือน) ช่วยลดอาการเหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย ส่วนธาตุเหล็กนั้น จะช่วยลดคอเลสเตอรอล ลดความเสี่ยงจากภาวะกระดูกพรุน และบรรเทาปวดจากข้ออักเสบต่างๆ ได้เป็นอย่างดี

0 ความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น