ผมน่าจะเพิ่งมารู้ว่า “แกงแค” กับข้าวขึ้นชื่อของคนเหนือนั้นที่จริงไม่ใช่แกง “ดอกแค” เอาก็เมื่อไม่กี่ปีนี้เองกระมังครับ ค่าที่ว่า ตำราอาหารส่วนใหญ่เมื่อบอกสูตรแกงแค ก็มักจะมีภาพถ่ายประกอบเป็นแกงน้ำใสสีแดงๆ แล้วมีดอกแคประดับหน้าเป็นผักเด่นแทบทุกครั้ง แถมเวลาบอกว่าใส่ผักอะไรบ้าง ก็มักชอบเอาดอกแคขึ้นเป็นชื่อแรกเสียด้วย
ตอนหลังจึงรู้ว่า คนเหนือเรียกใบชะพลูว่าใบ “แค” ทั้งยังใช้เป็นส่วนประกอบสำคัญที่ขาดไม่ได้ของแกงแคทุกหม้อก็ว่าได้

เพื่อนกินคนหนึ่งของผมอธิบายว่า นอกจากจะเรียกแกงนี้ว่าแกงแคตามชื่อใบแคหรือใบชะพลู และต้องใส่มากให้ออกกลิ่นหอมชัดๆ แล้ว ยังอาจมีแกงแค “อื่นๆ” ได้อีกตามแต่จะหาเก็บผักอะไรมาได้ เช่น แกงแคผักชะอม แกงแคยอดมะรุม ก็คือใส่ผักชนิดนั้นๆ ในปริมาณที่ให้กลิ่นอวลในหม้อรองลงมาจากกลิ่นใบชะพลู หรือถ้าแกงแคผักรวม ก็คือใส่ผักสารพันบรรดามีลงไปตามชอบ หากแต่ก็จะยังมีกลิ่นนำเป็นกลิ่นชะพลูอยู่


ภายหลังเมื่อผมได้พูดคุยเรื่องแกงแคกับเพื่อนคนเหนือหลายคนเข้า ก็ชักจะรู้สึกว่าแกงแคนี้เหมือนกับแกงไตปลาของคนใต้ตรงที่ว่า มีความหลากหลายของสูตรมากมายเหลือที่จะคณานับ จนผมคิดว่า ถ้าผมลุกขึ้นแกงแคสักหม้อหนึ่ง จะไม่ยอมตักไปให้เพื่อนคนเหนือกินเป็นเด็ดขาด กลัวเพื่อนจะบอกว่า “นี่บ่ไจ้แก๋งแคๆ” แล้วก็อาจสาธยายรายละเอียดแกงแคหม้อที่บ้านของเขาหรือหล่อนให้ผมฟังต่อไปอีกมาก

แต่อย่างไรก็ดี หลังจากฟัง คิด ถาม จด แถมอ่านสูตรในอินเตอร์เน็ตมาได้พักใหญ่ๆ ผมก็ริอ่านทำแกงแค ๑ หม้อ ด้วยความคิดที่ว่า อาหารนั้นคือบทสนทนาที่อาจสร้างคู่สนทนาได้หลากหลาย ซึ่งในกรณีนี้คือผู้ทำและตัวอาหารเอง
พูดง่ายๆ คือผมอยากลองรู้จักคนเหนือผ่านอาหารเหนือที่ผมปรุงเองดูสักครั้ง
……………………….

๒ พริกแกงและเถาจักค้านเนื้อฝานบาง ตัวชูรสและกลิ่นหลักๆ ในหม้อแกงแค
๒ พริกแกงและเถาจักค้านเนื้อฝานบาง ตัวชูรสและกลิ่นหลักๆ ในหม้อแกงแค
ผมตำเครื่องแกงอย่างระมัดระวัง (ก็นี่เป็นการสนทนาครั้งแรกนี่ครับ) โขลกรากผักชี เกลือ และเม็ดมะแขว่นคั่ว ตามด้วยพริกแห้งทั้งเม็ดใหญ่เม็ดเล็ก กระเทียม หอมแดง ข่า ตะไคร้ แล้วก็ปลาร้าสับ โขลกจนละเอียดทีเดียว
ผักที่ผมหามาได้ มีถั่วฝักยาว ผักขี้หูด มะเขือเปราะ มะเขือพวง ผักไผ่ ผักชีใบเลื่อย ชะอม และแน่นอน ใบชะพลูครับ
ที่ตั้งใจหา แต่ขาดตลาดไป ก็คือผักคราดหัวแหวน (ผักเผ็ด) และดอกงิ้วแห้ง ที่หลายคนบอกว่า “ขาดไม่ได้”
แต่ผมมีเถาจักค้านเนื้อ ซึ่งเป็นโครงสร้างหลักแล้ว เลยคิดว่าคงไม่เป็นไรกระมัง

จักค้านเป็นไม้เถายืนต้น มีอย่างน้อย ๓ ชนิด คือ จักค้านแดง จักค้านดูก และจักค้านเนื้อ คนเหนือเชื่อว่าจักค้านเนื้อมีความนุ่ม ให้รสฉุนซ่า ใช้มากในแกงแคและเอาะหลามแบบหลวงพระบาง
เตรียมเครื่องครบแล้ว ผมก็เริ่มเจียวกระเทียมสับในกระทะน้ำมันหมู พอเริ่มเหลืองก็ควักเครื่องแกงจากครกลงผัด กลิ่นหอมดีก็ใส่ไก่บ้านสับชิ้นโตๆ ลงไปผัดให้เข้ากัน จนไก่เริ่มสุก จึงเติมน้ำเปล่าให้ท่วม แล้วถ่ายใส่หม้อแกงใบใหญ่

ทีนี้ก็ใส่ท่อนจักค้านเนื้อที่ฝานบางๆ ไว้ รุมไฟอ่อนๆ คะเนว่าไก่เริ่มเปื่อยดี จึงทยอยใส่ถั่วฝักยาว ผักขี้หูด มะเขือเปราะ มะเขือพวง ชะอม ผักชี ผักไผ่ และชะพลูตามลำดับ และความที่ดมดูแล้วกลิ่นมะแขว่นยังไม่สาแก่ใจ ผมเลยเด็ดเป็นช่อใส่เพิ่มไปอีก

๓ ถ้ามองผ่านคนภาคกลาง แกงแคของคนเหนือก็คือแกงป่าใส่ผักที่อาจจะเผ็ดร้อนน้อยกว่า แต่หอมกลิ่นสมุนไพรลึกๆ มากกว่านั่นเอง
๓ ถ้ามองผ่านคนภาคกลาง แกงแคของคนเหนือก็คือแกงป่าใส่ผักที่อาจจะเผ็ดร้อนน้อยกว่า แต่หอมกลิ่นสมุนไพรลึกๆ มากกว่านั่นเอง
ปรุงรสเค็มด้วยน้ำปลาร้านะครับ ทั้งหมดนี้จะผสมผสานกันจนเกิดรสและกลิ่นชนิดหนึ่ง ซึ่งต่างจากแกงคั่ว แกงป่า หรือเลียงผักแบบที่ผมเคยทำ

เป็นอันว่าบทสนทนาแรกของผมค่อนข้างประสบความสำเร็จนะครับ คือสามารถสลัดตัวตนที่สถิตในรสมือออกไปได้ในระดับหนึ่ง
………………….
เมื่อลองเปรียบเทียบกับพื้นที่ใกล้เคียงที่มีวัฒนธรรมร่วมกัน เช่น ล้านช้าง หรืออีสาน ผมไม่พบสำรับอาหารที่เหมือนแกงแคเป๊ะๆ มีแต่ที่คล้ายๆ กัน เช่น “เอาะหลามแบบหลวงพระบาง” ที่ใส่จักค้านและผัก แต่ไม่ใช้เครื่องแกงพริกแห้ง “เอาะซดไก่” ในหนังสือตำรับอาหารพระราชวังหลวงพระบาง ของ เพียสิง ซึ่งใส่ใบแมงลักปรุงกลิ่น ชวนให้นึกว่าคงคล้ายแกงเลียงแบบมาตรฐานภาคกลาง “แกงอ่อม” ของคนอีสาน ที่ใส่ข้าวเบือคล้ายเอาะหลาม แต่ก็ไม่ใช้จักค้าน ฯลฯ

แกงแคของคนเหนือจึงน่าจะแสดงถึงตัวอย่างการเลือกใช้เครื่องปรุงในวัฒนธรรมอาหารที่ต่างกันไปในแต่ละพื้นที่ เป็นการปรุงพืชผักในฤดูกาลที่ชุมชนเห็นว่ามีรสชาติเหมาะสม (เชื่อกันว่าผักหน้าแล้งรสชาติดีกว่าหน้าฝน) ด้วยเครื่องสมุนไพรที่นิยมในรสและกลิ่น (จักค้านและมะแขว่นที่ให้รสเผ็ดซ่า) แน่นอนว่า แต่ละชุมชนในภาคเหนือเองย่อมจะมีแกงแคแบบเฉพาะของตน ใส่พืชผักต่างกันไปบ้าง จนหลายแห่งถึงกับมี “คั่วแค” คือแกงแคแห้ง ปรุงรสชาติให้จัดจ้านกว่าแกงแคปรกติกันเลย

มีคำบอกเล่าของคนเหนือหลายประโยคที่ผมคิดว่าสำคัญ นั่นก็คือพวกเขาเหล่านั้นยังจำแนกรสชาติของผักแต่ละชนิดในช่วงต่างฤดูกาลได้ สามารถบอกความแตกต่างของความขมในใบชะพลูหน้าร้อนและหน้าฝนได้อย่างละเอียด ลิ้นและการรับรสแบบนี้ ผมเชื่อว่าคนที่ยังคุ้นเคยกับวัฒนธรรมอาหารแบบเก่าในภูมิภาคอื่นๆ ก็คงมีเช่นกัน และผมคิดว่ามันเป็นความรู้สึกพื้นฐานอันแรกๆ ที่ผู้สนใจใคร่รู้เรื่องอาหารในเชิงวัฒนธรรมจำต้องมีไว้

เรามาลองฝึกประสาทลิ้นเพื่อรู้รสเขารสเรากันบ้างดีกว่าครับ

เริ่มตั้งต้นจากหม้อแกงแคสักหม้อหนึ่งก็ไม่เลวนะครับ…

จากคอลัมน์ “ต้นสายปลายจวัก” โดย กฤช เหลือลมัย ศิลปวัฒนธรรม ฉบับ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๙
ในยุคเวลาเป็นเงินเป็นทองแบบปัจจุบัน ประชาชนต้องการความสะดวกรวดเร็วมากยิ่งขึ้น แม้แต่อาหารการกิน หรือการจะประกอบอาหารซักครั้งก็ต้องการความสะดวกรวดเร็ว ไม่สามารถมาประณีตประนอมได้แบบในอดีต ดังนั้นผลิตภัณฑ์เพื่อความสะดวกในการทำอาหารจึงมีออกมามากมาย


ซุปก้อน หรือซุปผง สำเร็จรูป ก็เป็นอีกหนึ่งนวัตกรรมที่ช่วยเพิ่มความสะดวกในการประกอบอาหาร มีหลายรสชาติ ทั้งซุปหมู ซุปไก่ ซุปต้มยำ ฯลฯ และได้รับความนิยมจากผู้บริโภคอย่างมาก เพียงแค่ต้มน้ำ ใส่ซุปก้อนลงไป ก็ได้ซุปที่มีรสชาติใกล้เคียงกับซุปที่เคี่ยวแบบธรรมชาติ แต่รู้หรือไม่ว่า ส่วนผสมของซุปก้อน หากทานเข้าไปบ่อยๆก็ไม่ค่อยดีต่อร่างกายสักเท่าไหร่ เพราะในซุปก้อนมีส่วนผสมของ

1) เกลือ 26-32% เป็นส่วนประกอบหลักปริมาณมากที่สุดในซุปก้อน
2) ผงชูรส 11-32% เป็นส่วนผสมที่ใส่ในปริมาณรองลงมา ปริมาณมากน้อยแตกต่างกันแล้วแต่ยี่ห้อหรือรสชาติ
3) เนื้อสัตว์ 0.8% จากไก่อบแห้ง กระดูกไก่ กระดูกหมู

จะเห็นว่าในซุปก้อนหรือซุปผง มีส่วนผสมของเกลือ และผงชูรสเป็นส่วนใหญ่ หากรับประทานเข้าไปบ่อยๆก็คงไม่ดีต่อสุขภาพแน่นอน และถึงแม้ปัจจุบันจะมีซุปก้อน ซุปผง ที่โฆษณาว่าไม่มีส่วนผสมของผงชูรส แต่ก็ยังมากไปด้วยปริมาณของเกลือ แถมเรายังต้องปรุงเพิ่มด้วย น้ำปลา ซอส หรือเกลือเข้าไปอีก คิดดูว่าร่างกายจะต้องรับความเค็มไปมากแค่ไหน

ขอบคุณเนื้อหาโดย : kaijeaw.com
ส่วนผสม

หอมแดงสับ 1 ช้อนโต๊ะ
หมูสามชั้น 200 กรัม
น้ำตาลปี๊บ 80 กรัม
น้ำเปล่า 1/4 ถ้วย
ซีอิ๊วขาว 5 ช้อนโต๊ะ
ซีอิ๊วดำ 1 ช้อนชา
กุนเชียง 1 เส้น
ไข่ไก่ 1 ฟอง
กะปิ 1 ช้อนโต๊ะ
ข้าวเสาไห้ 2 ถ้วย
พริกป่น
มะม่วงเปรี้ยวสับ
กุ้งแห้ง
ถั่วฝักยาว
หอมแดงซอย
แตงกวา
มะนาว


วิธีทำข้าวคลุกกะปิ

1.เตรียมเครื่องเคียงก่อน โดยมี หมูหวาน กุนเชียงทอด ไข่ฝอย มะม่วงเปรี้ยวสับ มะนาวหันซีก หอมแดงซอย ถั่วฝักยาวซอย กุ้งแห้งและแตงกวา
2.ทอดหมูหวานก่อนโดยใส่ หอมแดงสับ น้ำตาลปี๊บ ซีอิีวขาว ซีอิ๊วดำ และหมูสามชั้นหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ เติมน้ำเปล่าเล็กน้อย เคี่ยวให้เหนียวเสร็จแล้วตักใส่ถ้วยแยกไว้
3.ทำไข่ฝอย ตีไข่ให้พอแตก ทอดด้วยไฟอ่อนทอดจนสุกทั้งสองด้านแล้วนำขึ้นมาหั่นฝอย

วิธีผัดข้าว

1. ตั้งกระทะเปิดไฟใส่น้ำมัน พอเริ่มร้อน ใส่กะปิลงไปผัดให้หอม กะปิ 1 ช้อนโต๊ะ ต่อข้าว 2 ถ้วย ใส่ข้าวเย็น ลงไปผัด ปรุงรสตามชอบ
2. จัดใส่จานด้วยเครื่องเคียง แค่นี้ก็ อร่อยแล้วค่ะ

ที่มา : Maekwansri
กินแต่มาม่าเปล่าๆ จนแม่บ่น วันนี้ลองมาครีเอทการทำมาม่าต้มยำแบบใหม่ดูบ้าง ง่าย เร็ว น่ากินจนทั่นนแม่ของผมต้องประหลาดใจ

วัตถุดิบ (Ingredient) :

บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป (Instant Noodle)                    1          ซอง
กลัวไม่อิ่มจะเบิ้ลสองก็ได้ครับ ไม่ว่ากัน

ไข่ (Eggs)                                                         2          ฟอง
ไข่เยอะกว่าเส้นจะฟินกว่า

หมูสับ (Minced pork)                           2          ช้อนโต๊ะ
เหมือนเดิมครับ ตามแต่ตู้เย็นจะมีเหลือ

ไส้กรอก (Sausage)                                           2          ลูก
…ตอนดูบอลไม่น่ากินเล่นไปเยอะเลยตู

ปูอัด (Crab stick)                                             3          แท่ง
ยังดี ยังมีปูอัดเหลืออยู่

ผงปรุงรส (Seasoning powder)             1          ซอง
อันนี้มาม่าแถมมาครับ


วัตถุดิบก็ตามมีตามเกิดเหมือนเดิมครับ จริงๆถ้าเจออะไรพอเอามาใส่ได้จากตู้เย็น หยิบๆมาลงก็ได้นะครับ (คาดว่า)อร่อยเหมือนกัน ระวังอย่าให้ของหมดอายุอย่างเดียวก็พอ


วิธีทำ (Method) :

1. เอามาม่าเข้าเวฟครับ ใส่น้ำพอท่วม ต้ม(เวฟ)สัก 1.30 นาทีจนเส้นเกือบสุก
Boil instant noodle for 1.30 minute to almost cooked.

2. ตีไข่ ใส่ไส้กรอก ปูอัดและผงมาม่าเข้าด้วยกันในชามแยก
Mix eggs, sausage, crab stick cut into small pieces and Mama's seasoning powder in a separate bowl.

3. ใส่เนยตั้งไฟกลาง ผัดหมูจนสุก ถ้าหมูเยอะเหยาะซิอิ๊วลงไปเพิ่มรสชาตินิดนึงก็ดีครับ
Stir pork until it's cooked on medium heat.

4. เทไข่ลงไปในกระทะแล้วรอจนไข่สุก
Pour eggs in the pan and wait for 2-3 minutes.

5. ใส่เส้นมาม่าที่ต้มไว้ลงไปบนไข่ พลิกด้านแล้วเสิร์ฟเลยครับ !
Put in the instant noodle and flip it over on the plate, Ready!



อื้อหือ เสียเวลาเพิ่มขึ้นอีกนิดนึง ดูน่ากินขึ้นเป็นกอง รสชาติไม่ต้องพูดถึง อร่อยแน่นอน ผงปรุงมาม่าต้มยำการันตีคับ อิอิ ทำเสร็จก็อย่าลืมถ่ายรูปส่งให้แม่ดูนิดนึง คุณแม่จะได้ทราบว่าลูกมีพัฒนาการตามวัยแล้ว


ที่มา Facebook Page : Starvingtime เรื่องกินเรื่องใหญ่
 ไม่ว่าคุณจะทำอาหารเก่งระดับเป็นเชฟโรงแรม 5 ดาว หรือ ทำอาหารเองที่บ้านคุณต้องเคยผ่านการทำไข่ดาวมาแล้วแน่นอน หลายคนอาจจะเคยทอดแล้วไข่ติดกะทะบ้าง ไข่ไหม้บ้าง วันนี้เราจึงนำวิธีการทอดที่ทำให้ไข่ออกมาสวย ดูดีมาฝาก


   ลองนำวิธีจากวีดิโอนี้ไปใช้กันรับรองไข่ดาวออกมาสวย และ น่ากินแน่นอนแถมไม่ยากอีกด้วย
หมูสามชั้นทอดกรอบๆ หอมด้วยน้ำปลา เอาข้าวสวยมา ข้าวเหนียวก็อร่อย เครื่องดื่มเย็นๆเป็นไงครับ..!!!

ส่วนผสม
_หมูสามชั้น 500 กรัม
_น้ำปลา 3 ช้อนโต๊ะ
_น้ำเย็นจัด 3 ช้อนโต๊ะ
_พริกไทยขาวป่น 1 ช้อนชา
_แป้งข้าวเจ้า 3 ช้อนโต๊ะ
_น้ำมันปาล์มสำหรับทอด



วิธีทำ
_นำหมูสามชั้นมาจิ้มด้วยมีดแกะสลักปลายแหลมให้ทั่วบริเวณ (ทั่วที่สุดเท่าที่จะทำได้ความอร่อยอยู่ตรงนี้ ยิ่งทั่วรสชาติยิ่งเข้าเนื้อไม่ต้องเสียเวลาหมักนาน)
_นำน้ำปลาและพริกไทยคลุกเคล้าหมู นวด 3 นาที
_ใส่แป้งและน้ำเย็นจัด เคล้าให้เข้ากัน
_นำลงทอดในน้ำมันร้อน จนสุกเหลืองน่ารับประทานที่สุด..!!!
_ หั่นชิ้นพอคำรับประทานกับข้าวสวย ส้มตำ หรือแกล้มน้ำจิ้มแจ่ว อร่อยทั้งนั้นครับ….~น้ำจิ้มแจ่ว~
_น้ำปลา 3 ช้อนโต๊ะ
_น้ำมะนาว 3 ช้อนโต๊ะ
_น้ำตาลทราย 1 ช้อนชา
_ข้าวคั่ว 1 ช้อนโต๊ะ
_พริกป่น 2 ช้อนชา
_หอมแดงหั่น ซอย
_ผักชีฝรั่ง ซอย
_ต้นหอม ซอย#โหน่งอาหารไทยแท้แม่ให้มา
จากกรณีที่ชาว จ.นครราชสีมา ได้แชร์ข้อมูลในสังคมออนไลน์อย่างแพร่หลาย ชักชวนกันไปใช้บริการที่ร้านอาหารตามสั่ง “ยาโภชนา” ซึ่งมีจุดขายที่สวนกระแสภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ โดยให้ข้าว อาหารปริมาณมากกว่าร้านปกติทั่วไปถึง 2 เท่า ขายในราคากันเอง และมีรสชาติอร่อยถูกปาก จนมีการกล่าวขานกันขณะนี้ว่า ได้ปริมาณมากที่สุดในประเทศ จึงได้เดินทางไปพิสูจน์ที่ร้านอาหารดังกล่าว ซึ่งตั้งอยู่บริเวณทางแยกหมู่บ้านสุรนารีวิลล์ ริมถนนเลียบคลองส่งน้ำ หมู่ 3 ต.ตลาด อ.เมือง





ร้านอาหารสั่งนี้ ลักษณะร้านเป็นเพิงไม้มุงหลังคาสังกะสี ห้องครัวปลูกสร้างด้วยไม้อย่างเรียบง่าย ท่ามกลางลูกค้าจำนวนมากซึ่งมีหลากหลายอาชีพ เช่น บรรดาลูกจ้าง พนักงาน ข้าราชการทหาร ตำรวจ และนักเรียน นักศึกษา มานั่งรอรับประทานอาหารกันอย่างคึกคัก

นายปัญญา บริบูรณ์ เจ้าของร้านยาโภชนา เปิดเผยว่า ได้ประกอบการร้านอาหารแห่งนี้ มานานกว่า 9 ปี เปิดบริการลูกค้าทุกวัน ตั้งแต่เวลา 07.00 -15.00 น. โดยมีมารดา และน้องสาว ช่วยเป็นลูกมือเตรียมวัตถุดิบ และบริการเสิร์ฟอาหาร สำหรับเมนูอาหารที่ได้รับความนิยม คือ ผัดกะเพราหมูกรอบราดข้าว กะเพราหมู ไก่ เครื่องในไก่ หมูยอ ไส้กรอก และปลาหมึก ทุกเมนูจะใช้วัตถุดิบที่มีคุณภาพ และสดใหม่ทุกวัน ส่วนราคาสั่งธรรมดา จานละ 40 บาท พิเศษจานละ 50 บาท ต้มยำทะเล และต้มยำรวมมิตร ราคา 60 บาท เพิ่มไข่ดาว 5 บาท

นายปัญญา ได้กล่าวถึงเหตุผลที่ขายอาหารให้ปริมาณมากเช่นนี้ว่า ก่อนหน้านี้มีอาชีพเป็นพนักงานบริษัทเอกชน และรับจ้างทั่วไป ด้วยความที่ตนมีนิสัยเป็นคนกินจุ ที่ผ่านมาได้ตระเวนกินตามร้านอาหารตามสั่งอื่นๆ ทั่วไป ส่วนใหญ่จะให้ปริมาณน้อยกินไม่อิ่ม ต้องสั่งเพิ่มอีกจาน แต่เมื่อตนได้มาประกอบอาชีพปรุงอาหารขายเอง ก็ได้ตั้งใจเพิ่มข้าว และอาหารให้ลูกค้าในปริมาณมากสามารถอิ่มเต็มที่ในจานเดียวไม่ต้องสั่งเพิ่ม มีความรู้สึกคุ้มค่า ทำให้กลายเป็นจุดเด่นจูงใจลูกค้ามาใช้บริการจำนวนมาก


โดยเฉพาะช่วงพักเที่ยงวันจะมากเป็นพิเศษ บางรายนั่งรอคิวนานกว่า 1 ชั่วโมง สำหรับตนได้พยายามใช้วิธีปรุงอาหาร 2 กระทะ พร้อมกันต่อเนื่องตลอดทั้งวัน จนไม่มีเวลานั่งพัก ก็ยังไม่ทันบริการกับลูกค้า ทางร้านจึงต้องเขียนประกาศติดทำความเข้าใจลูกค้า หากรอไม่ไหวขอให้แจ้งยกเลิก

อย่างไรก็ตาม ตนได้กำไรจากการขายเฉลี่ยวันละ 500 -1,000 บาท ถือว่าไม่มาก กิจการสามารถอยู่รอดได้ แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือความภูมิใจในกิจการของตัวเอง และเป็นการช่วยเหลือประคับประคองประชาชนที่มีรายได้น้อย ได้กินอาหารอิ่มอย่างเต็มที่


ด้านนายพิทักษ์  ล้อมสุพล พนักงานบริษัทเอกชนแห่งหนึ่งในเขตเทศบาลนคร นครราชสีมา กล่าวว่า ตนเป็นลูกค้าประจำ ทราบดีว่าอาหารตามสั่งร้าน ยาโภชนา ให้อาหารปริมาณมาก และมีรสชาติอร่อยถูกปากคุ้มราคา จนมีลูกค้ามาใช้บริการแน่นร้านทุกวัน สำหรับตนจะมารอสั่งอาหารตั้งแต่ช่วงเช้าก่อนไปทำงานเวลาประมาณ 07.30 น. หากมาสายกว่านี้คงต้องใช้เวลารอนานหลายนาทีจนถึงเป็นชั่วโมง และหวังว่าเจ้าของร้านจะมีแผนขยายร้าน เพื่อรองรับปริมาณลูกค้าได้อย่างทันความต้องการกว่านี้

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบ : ประชาชาติธุรกิจ
น้ำพริกกะปิ (สูตร 1)


เครื่องปรุง
กะปิห่อใส่ใบตองเผาไฟพอหอม 300 กรัม
กุ้งแห้งป่น 200 กรัม
กระเทียมสดแกะเปลือก 100 กรัม
พริกขี้หนูสวน 50-70 กรัม
มะเขือเปราะเอาเมล็ดออกซอยเป็นเสี้ยว ๆ 50 กรัม
มะอึกซอยละเอียด 50 กรัม
น้ำมะนาว 6-8 ช้อนโต๊ะ
น้ำปลา 2-4 ช้อนโต๊ะ
น้ำตาลปีบ 3-5 ช้อนโต๊ะ

วิธีปรุง
นำกะปิโขลกกับกระเทียม พริกขี้หนู พอเริ่มละเอียดใส่กุ้งแห้งป่นโขลกต่อให้เข้ากัน
ใส่มะเขือเปราะ มะอึก ใช้สากค่อย ๆ โขลกเบา ๆ เคล้าให้เข้ากัน
ปรุงรสด้วยน้ำมะนาว น้ำปลา น้ำตาลปีบให้ทั้งสามรสคลอ ๆ กันไป หวานตามหลังนิดหน่อย
บางรายใส่ผิวมะนาวซอยละเอียดลงไปก็ได้กลิ่นหอมของผิวมะนาว
รสออกขมฝาดนิด ๆ แต่ก็กลมกลืนกับกะปิและรสชาติรวม ๆ ของน้ำพริก
บางรายใส่มะม่วงสับ มะขามอ่อนแล้วแต่ฤดูกาล โดยเฉพาะฤดูมะนาวแพง
แต่เป็นช่วงที่มะม่วงออกสู่ตลาดจึงใช้ความเปรี้ยวของมะม่วงแทนได้
โดยซอยสับแบบมะละกอส้มตำ หากให้มีกลิ่นหอมใส่แมงดาลงไปก็ดี

น้ำพริกกะปิรับประทานกับปลาทูนึ่งทอด ปลาทอดอื่น ๆ ทั้งปลาทะเล ปลาน้ำจืด
แนมด้วยผักสด ผักทอด ผักทอดชุบไข่ ผักต้ม น้ำพริกกะปิ
หากใครทำอร่อยจริงๆ ขายได้แน่นอน เพราะวิถีชีวิตไทยกับน้ำพริกกะปิขาดกันไม่ได้
น้ำพริกพื้นบ้านที่นิยมรับประทานมากที่สุด คนไทยทุกคนรู้จักมีการประยุกต์
เพื่อความเหมาะสมตามแต่วัตถุดิบที่มีในครัว ไม่ถือเป็นกฏตายตัว
เช่น บางรายใส่มะอึก มะเขือเปราะซอยหรือมะเขือพวงบุบพอกแตกช้ำ ๆ
ผิวมะนาวซอยละเอียดซึ่งแต่ละอย่างที่ใส่ไปให้รสชาติใกล้เคียงกัน

แหล่งที่มา : แม่บ้าน น้ำพริก โดย ทวีศักดิ์ เกษปทุม. นิตยสารแม่บ้าน

น้ำพริกกะปิ (สูตร 2)


เครื่องปรุง
กะปิเผาไฟพอหอม 2 ช้อนโต๊ะ
กระเทียมปอกเปลือกแล้วซอยหยาบ ๆ 1 ช้อนโต๊ะ
กุ้งแห้งป่น 1 ช้อนโต๊ะ
พริกขี้หนูเด็ดก้าน 1 ช้อนชา
มะอึกสุกหั่นฝอย 1 ช้อนโต๊ะ
ลูกกระสังข์ใส้ใน ซอย (ไม่ใส่ก็ได้) 1 ช้อนโต๊ะ
น้ำมะนาว 3 ช้อนโต๊ะ
น้ำปลา 3 ช้อนโต๊ะ
น้ำตาลปีบ 2-3 ช้อนโต๊ะ
มะเขือพวงหรือมะเขือเปราะซอย 1 ช้อนโต๊ะ

วิธีทำ
1. โขลกกะปิกับกระเทียมให้ละเอียด ใส่กุ้งแห้งโขลกรวมกัน ใส่พริกขี้หนู มะอึก ระกำ มะเขือพวง
ปรุงรสด้วยน้ำตาล น้ำปลาและน้ำมะนาว ชิมรสตามต้องการ

2. รับประทานกับผักต้มราดกะทิ เช่น ถั่วพู ถั่วฝักยาว หน่อไม้ ตำลึง ผักกระเฉด ฯลฯ
หรือผักสดต่าง ๆ เช่น แตงกวา มะเขือสด ผักบุ้ง กระถินหรือผักชุบไข่ทอด เช่น ชะอม มะเขือยาว

3. จัดแนมกับน้ำพริกคือ ปลาทูทอด ปลาช่อนทอด ปลาดุกย่าง

หมายเหตุ
ใช้มะม่วงดิบซอยแทนมะนาวหรือมะดันซอย หรือมะขามอ่อน ตามแต่ฤดูกาล

น้ำพริกกะปิกุ้งนา


เครื่องปรุง
พริกขี้หนูแห้ง 200 กรัม
หอมแดง 300 กรัม
กระเทียม 150 กรัม
กะปิใส่ใบตองเผาพอหอม 5 ช้อนโต๊ะ
มะขามเปียก 300 กรัม
น้ำตาลปี๊บ 100 กรัม
เกลือ 1-2 ช้อนโต๊ะ
กุ้งนาต้มสุก 300 กรัม
น้ำมันพืช 4 ช้อนโต๊ะ

วิธีปรุง
- นำพริกขี้หนู หอมแดง กระเทียมแกะเปลือก ล้างแล้วนำไปคั่วน้ำมันพอเริ่มสุก นำขึ้นพักไว้
และนำมะขามมาละลายน้ำ
- นำกุ้งนาที่ต้มแล้ว ค่อย ๆ โขลกละเอียด
- นำพริกขี้หนูแห้ง หอมแดง กระเทียม กะปิ โขลกด้วยกันจนละเอียด แล้วนำไปผัดน้ำมันจนหอม
จึงใส่กุ้งนาที่โขลกไว้เข้าด้วยกัน ผัดต่อไปจนได้ที่ สังเกตดูจะเป็นเนื้อเดียวกับน้ำพริก
จากนั้นปรุงรสด้วยน้ำมะขาม น้ำตาลปี๊บ เกลือตามใจชอบ
จะได้น้ำพริกกุ้งนา สามารถเก็บไว้ได้นานในตู้เย็น
รับประทานกับผักสดเช่น แตงกวา มะเขือเปราะ ถั่วพู กะหล่ำปลี ถั่วฝักยาว
และถ้าจะรับประทานกับผักต้มก็ได้

เป็นน้ำพริกกะปิทั่วไปแต่ใส่กุ้งนาก็คือกุ้งฝอย มีตามหนองน้ำใหญ่ ๆ กลางทุ่งท้องนา
โดยจะอยู่ชาย ๆ ตลิ่งนำมาโขลกแล้วเข้ากับเครื่องน้ำพริก
ให้รสชาติที่กลมกลืนเข้มข้นมากกว่าน้ำพริกกะปิธรรมดา

แหล่งที่มา : แม่บ้าน น้ำพริก โดย ทวีศักดิ์ เกษปทุม. นิตยสารแม่บ้าน

น้ำพริกกะปิดี


เครื่องปรุง
กะปิดี (ห่อใบตองเผา) 1 ช้อนโต๊ะ
กระเทียม 1 หัว
พริกขี้หนูสวน 10 เม็ด
น้ำมะนาว 1 ผล
น้ำปลาด 1 ช้อนชา
น้ำตาลปี๊บ 2 ช้อนชา
มะเขือพวง 10 เม็ด
มะอึกขูดขน (หั่นละเอียด) 1 ลูก

วิธีปรุง
นำกะปิ กระเทียม พริกขี้หนูใส่ครก โขลกแตกไม่ต้องละเอียดนักก็ได้
ใส่มะอึก มะเขือพวงตามลงไป โขลกพอบุบให้แตกเล็กน้อย
เสร็จตักใส่ถ้วยปรุงรสด้วยน้ำปลาดี น้ำมะนาว น้ำตาลปี๊บ ชิมรสตามต้องการ
รับประทานกับผักสดหรือข้าวสวยร้อน ๆ แถมปลาทูทอดตัวสวย ๆ สักตัวก็เข้ากันดีทีเดียว

ขอบคุณข้อมูลจาก banraithaifood
หอยหวาน" ราคาเเพง กินไปกินมา ระวังเจอ "หอยหวานปลอม" !!!

ราคาหอยหวานในตลาดพุ่งสูง ราคาเฉลี่ยถึง 800-900 บาทต่อกิโลกรัม เหล่าผู้ค้าหัวใสบางราย เเอบเอาหอยชนิดอื่นมาเเอบอ้างขายเป็นหอยหวาน "ปลอม"

"หอยหวานปลอม" เป็นอย่างไร หอยอะไร เเละมีวิธีการดูอย่างไร


ในเรื่องดังกล่าว  คุณปทิตตา บุญพันธ์ หนึ่งในผู้บริหารของ “ซันเซ็ทฟาร์มหอยหวาน” ซึ่งตั้งอยู่ เลขที่ 228/4 หมู่ที่ 4 ซอยนาจอมเทียน 22 ถนนสุขุมวิท ตำบลนาจอมเทียน อำเภอสัตหีบ พูดให้ฟังว่า  หอยหวานปลอม ที่นำมาอ้างขายว่าเป็นหอยหวาน  ก็คือ  “หอยหมาก” ที่มีลักษณะใกล้เคียงกับหอยหวานมาหลอกขายลูกค้า

คุณปทิตตา ให้คำแนะนำในการแยกจุดแตกต่างของหอยทั้ง 2 ชนิด ว่าต้องดูลายบนเปลือก หอยหวานของแท้จะมีริ้วลายห่างกัน เห็นสีขาวและสีน้ำตาลแบ่งกันอย่างชัดเจน ตรงก้นหอยจะมีลักษณะกลมมน ส่วนหอยหวานเทียม หรือ “หอยหมาก” จะมีลวดลายบนเปลือกถี่ แทบไม่เห็นพื้นสีขาว ก้นหอยมีลักษณะเป็นเหลี่ยม มีสันคมๆ

จุดเด่นที่แตกต่างกันอีกอย่างคือ หอยหวานแท้ เนื้อมีสีขาวอมชมพู ไม่เหนียวมาก มีรสชาติหวาน หอม กรอบ อร่อย ราคาซื้อขายตามร้านอาหารต่างๆ ตกประมาณ 800-900 บาท ต่อกิโลกรัม ส่วนหอยหมาก จะมีเนื้อส่วนใหญ่เป็นสีดำ มีรสชาติที่แตกต่างจากหอยหวานแท้อยู่พอสมควร สามารถหาซื้อได้ตามตลาดสดและห้างสรรพสินค้าทั่วไป ราคาขายในร้านอาหารทั่วไป เฉลี่ยกิโลกรัมละ 300-400 บาท

ใครที่สนใจ เยี่ยมชมข้อมูลได้ทางหน้าเว็บไซต์ www.sunsetseashellfarm.com หรือเฟซบุ๊ก “ซันเซ็ทฟาร์มหอยหวาน ซันเซ็ทฟาร์มหอยหวาน”

ที่มา  นิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน ฉบับที่ 615  คอลัมน์เทคโนโลยีการประมง